เอนทรี่ก่อน ได้พูดถึงเทคนิคการฝึกภาษาอังกฤษ 5 ข้อ
 
หนึ่งในนั้น คือการเริ่มฝึกจากสิ่งที่เราสนใจ
 
โดยส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนม๊ากกมากก ถึงมากที่สุดค่ะ
 
จนตอนเด็กๆ แม่เคยบอกว่า ถ้าการ์ตูนที่ลูกอ่านเป็นภาษาอังกฤษ ลูกคงเก่งภาษาอังกฤษแน่ๆ
 
มานั่งนึกๆดู ก็จริงของคุณแม่นะคะ
 
เพราะความบ้าการ์ตูนของบลูนินแรงมาก
 
ถึงขั้นเคยตามอ่านการ์ตูนฉบับภาษาญี่ปุ่น เพราะที่เมืองไทยยังไม่เอามาแปล
 
อาศัยสัญชาติญาณดิบส่วนตัว (เหอ เหอ...Wink)
 
แต่ตอนนู้นนน (ไม่อยากบอกว่านานเท่าไหร่ เดี๋ยวรู้หมดว่าแก่ แหะแหะ)
 
หาอ่านการ์ตูนที่เป็นภาษาอังกฤษยาก ไม่เหมือนสมัยนี้
 
ที่เป็นการ์ตูนอังกฤษจริงๆ
 
อย่างหนังสือการ์ตูนของเครือมาเวล (Mavel Comics) ที่ผลิต Superman, Spiderman, Ironman และอื่นๆ
 
ก็ไม่ชอบอ่าน (ก็คนมันติดการ์ตูนญี่ปุ่นนี่นาาา >,<,,)
 
ตอนที่ต้องไปอยู่ต่างแดนเสียหลายปี
 
ช่วงแรกๆ เกือบลงแดง เพราะไม่ได้อ่านการ์ตูน (เว่อร์เนอะ)
 
แต่เพราะคุณเพื่อนที่แสนดี แนะนำเว็ปไซด์การ์ตูนให้อ่าน ก็ดีใจ๊ ดีใจ
 
รีบกดเข้าไปดู...แต่ ปรากฏว่าเป็นภาษาอังกฤษหมดค่ะ -__-!!!!
 
แต่ด้วยสปิริต (บ้าการ์ตูน) แรงกล้า และอยากฝึกฝนการอ่านภาษาอังกฤษ
 
ทุกวันนี้ ก็ยังคงอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นแปลภาษาอังกฤษ อยู่เลยค่ะ ^^
 
นึกอยากไหว้งามๆ ขอบคุณผู้ใจดีที่แปลการ์ตูนให้ได้อ่านจริงๆ (-/\-)  
 
เพราะฉะนั้น วันนี้เลยมาแนะนำการ์ตูนที่ชอบ พร้อม link ให้เสร็จสรรพ (ใจดีใช่ม้าา Cry)
 
ชื่อเรื่องว่า CAT STREET หรือ แปลเป็นไทยว่า แมวข้างถนน
 
(ไม่แน่ใจว่าที่เมืองไทยได้นำเอามาตีพิมพ์หรือยัง)
 
เป็นผลงานของอาจารย์ Kamio Youko (ส่วนตัวชอบผลงานของอาจารย์ท่านนี้มากค่ะ)
 
จะแปลเรื่องย่อของเรื่องทีละประโยคนะคะ
 
The story centers around Keito Aoyama, a former famous child actress.
เนื้อเรื่องหลักเกี่ยวข้องกับเคย์โกะ อาโอยามะ อดีตนักแสดงเด็กที่มีชื่อเสียง
 
Due to a childhood incident, she retired from her career early and withdrew from normal society.
เนื่องจากอุบัติเหตุในวัยเด็ก เธออำลงวงการก่อนกำหนด และยังถอนตัวออกจากสังคม
 
Now 16, she passes her days in boredom and without purpose.
ตอนนี้ เธออายุ 16 ปี ก็ยังคงใช้ชีวิตไปวันๆอย่างเบื่อหน่ายและไร้จุดหมาย
 
But one day she runs into a stranger who takes her to El Liston--a free school for high school students like herself, who don't have a place where they belong.
แต่แล้วในวันหนึ่ง เธอบังเอิญพบกับคนแปลกหน้าที่พาเธอไปบัง เอลลิสตัน โรงเรียนมัธยมอิสระ
ซึ่งนักเรียนแต่ละคนก็เหมือนเธอ ที่ไม่มีสังคมที่จะอยู่
 
Though hesitant at first, Keito decides to enter El Liston and subsequently, she begins a new stage in her life.
ถึงแม้ว่าเธอจะลังเลในทีแรก แต่เคย์โกะก็ตัดสินใจเข้าเรียนที่เอลลิสตัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอ
 
With the help of her only remaining childhood friend, Taiyou, and her new classmates Rei, Momiji, and Kouichi, Keito slowly finds the courage to open up to others and to accept their support.
ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนสมัยเด็กเพียงคนเดียวของเธอ ไทโย และเพื่อนร่วมชั้นใหม่ ได้แก่ เรย์, โมมิจิ และ โคอุอิชิ เคย์โกะจึงเริ่มกล้าที่จะเปิดใจ และยอมรับความช่วยเหลือจากพวกเขา
 
Will Keito return to acting? Will she find true friends? Love?
เคย์โกะจะกลับคืนสู่วงการการแสดงหรือไม่ เธอจะพบกับเพื่อนแท้ไหม หรือได้พบรักแท้
 
 
เรื่องนี้ออกแนวดราม่า (Drama) หน่อยคือเน้นในเรื่องของการดำเนินชีวิต
 
การ์ตูนเรื่องนี้สะท้อนแง่คิดดีๆ ไว้หลายอย่างเกี่ยวกับปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว และสังคม
 
มีตอนหนึ่งพูดถึง เคย์โกะในวัยเด็ก ซึ่งกำลังโด่งดังในฐานะนางแบบ และนักแสดงเด็ก
 
เพิ่งได้รับบทใหม่เป็นนักแสดงนำในละครเพลงเรื่องยาว
 
ซึ่งทำให้แม่ของเคย์โกะดีใจมาก และพูดกับเธอให้พยายามทำให้ดีที่สุด
 
แต่ในมุมมองของเด็กอย่างเธอ
 
เธอในตอนนั้นไม่ได้ต้องการชื่อเสียง หรือเงินทอง
 
แต่เพียงแค่การใช้ชีวิตธรรมดาอย่างเด็กร่วมรุ่นคนอื่น มีเพื่อน และได้รับการยอมรับ
 
ฉากนี้ผู้เขียนสื่ออารมณ์ออกมาได้ประทับใจมากค่ะ 
 
 
หลังจากได้ฟังแม่บอกข่าวดี (น่าจะเป็นข่าวดีของคุณแม่) นางเอกก็พูดว่า
 
เคย์โกะ : "Oh, Mom, am I going to miss school again?" (โอ้ แม่คะ นี่หนูจะต้องขาดเรียนอีกแล้วหรือคะ)
(วาดสีหน้าได้ดีมากเลยค่ะ ^^ )
แม่ : "Keiko, you are special." (เคย์โกะ ลูกเป็นคนพิเศษนะ)
       "But you only have the same amount of time to spend as any other child or person. 
       (แต่ลูกมีเวลาให้ใช้ได้เท่ากับเด็กคนอื่น)
       "Just because you are special doesn't mean god will give you more time.
        So, we must sacrifice something!"
       (แค่เพียงเพราะลูกเป็นคนพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าจะมอบเวลาที่มากกว่าให้กับลูก
        ดังนั้นเราจึงต้องเสียสละบางอย่าง)
เคย์โกะ : ...but mother I'm...
       แต่...แม่คะ หนู...
 
 
ชอบสิ่งที่คุณแม่พูดมากลยค่ะ 
 
อาจเพราะตอนนี้เราโตพอที่จะเข้าใจความหวังดีของผู้ใหญ่ ที่มองการณ์ไกลกว่า
 
แต่ถ้าเราอยู่ในช่วงวัยเดียวกันกับเด็กคนนี้ เราก็คงคิดแบบเคย์โกะแน่ๆ
 
เรื่องนี้ให้แง่คิดทั้งกับผู้ใหญ่และเด็กนะคะ 
 
ให้ผู้ใหญ่ได้เข้าเข้าใจธรรมชาติและวัยของเด็ก เพื่อเป็นแนวทางให้เลี้ยงดูเขาอย่างเข้าใจ
 
ส่วนเด็กก็เข้าใจผู้ใหญ่มากขึ้นว่าสิ่งที่เค้าคอยเคี่ยวเข็ญเราเพราะอะไร 
 
ก็เพราะความรัก และหวังดีต่ออนาคตของตัวเด็กเอง
 
เพราะแค่ คำว่า ความเข้าใจ คำเดียว 
 
มีพลังมากพอที่จะทำให้การใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขแล้วค่ะ
 
ใครสนใจอ่านเรื่องนี้ ติดตามได้จากเว็ปนี้นะคะ 
 
 
ข่าวดีคือเรื่องนี้จบสมบูรณ์แล้วค่ะ มี 35 ตอนจบ ^^
 
 
 
 
 
ใครที่คิดว่า ภาษาอังกฤษนั้นช่างยากแสนยาก แถมน่าเบื่อด้วย ยกมือขึ้นนน ^^/
 
โดยส่วนตัวเคยเกลียดการเรียนภาษาอังกฤษมาก
 
จำได้ว่าเกลียดวิชาภาษาอังกฤษที่สุด 
 
ต้องมานั่งท่องจำศัพท์ทุกวัน เรียนแกรมม่า(Grammar) ที่แสนจะน่าเบื่อ
 
ฟังไปหลับไป พอถึงชั่วโมงภาษาอังกฤษ 
 
ต้องลุกขึ้นยืนพร้อมเพรียงแล้วพูดว่า
 
กูดดด ม้อออ นิ่งง ทื้ดด เช่ออ (อันนี้เป็นเสียงตอนเด็กๆ พูดได้ยานมากก ///)
 
"Good Morning Teacher"
 
ฮาวว อ้ารรร อยู้ (นึกๆดูตอนนั้นก็อายตัวเองจัง ///)
 
"How are youuu?"
 
พอจะสอบทีไรก็จะแกล้งป่วย แล้วหาเรื่องขอสอบวันหลัง ผลัดๆให้พ้นไป
 
ที่เค้าว่า เรียนภาษาอังกฤษมาเป็น 10 กว่าปี ไม่เข้าหัวเลย นี่เรื่องจริงนะคะ
 
แต่สุดท้าย สิ่งที่เราหนีมาตลอด ก็ตามมาหลอกหลอนเราจริงๆ
 
ทุกวันนี้ ภาษาถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับพวกเราทุกคน (ย้ำว่าทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จริงๆ)
 
เพราะโลกทุกวันนี้มันเชื่อมโยงกันหมดแล้ว
 
เราสามารถติดต่อ สื่อสาร หาความรู้ หาเพื่อน ต่างๆนานา ได้จากโลกออนไลน์
 
เรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคไซเบอร์ก็ว่าได้
 
และภาษาอังกฤษ ก็เป็นภาษากลาง ที่จะเชื่อมโยงคนจากทั่วโลกไว้ด้วยกัน
 
อาจจะฟังดูเว่อร์ แต่ ภาษาอังกฤษ ถูกใช้เป็น ภาษาราชการใน 50 กว่าประเทศ ทั่วโลก
 
อีกทั้งยังถูกใช้ในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ 
 
ไม่ว่าจะเป็น สหประชาชาติ ASEAN, OPEC, EU และอื่นๆ
 
ดังนั้นจึงขอสนับสนุนให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หันมาสนใจเรียนรู้ภาษาอังกฤษกันนะคะ
 
จะได้ไม่ต้องมาเรียนตอนแก่เหมือน Bluenin -__-!!
 
เอาล่ะ ร่ายยาวมาพอล่ะ มาเข้าเรื่องกันเถอะ 
 
เพราะหลายๆคนมีปัญหา เรื่องพยายามทำใจให้ชอบเรียนภาษาอังกฤษ
 
หรือบางคนอยากจะเรียนภาษาอังกฤษ เริ่มอย่างไรดี
 
บลูนิน มี 5 วิธีในการแนะนำ สำหรับคนอยากเริ่มเรียนภาษาอังกฤษนะคะ
 
ข้อแรก
 
"ปรับความคิดตัวเองก่อน"
 
"Change your attitude"
 
ใจสำคัญที่สุดค่ะ เราต้องปรับใจเราให้ชอบก่อน 
 
หาแรงจูงใจให้ตัวเองให้ได้ว่า เราจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่ออะไร
 
เพื่อให้ได้งานที่ดี เพื่อหาเพื่อน เพื่อหาแฟน อะไรก็ว่าไป 
 
เพื่อใช้จูงใจให้ตัวเองอยากจะเรียนรู้ และพัฒนาภาษาอังกฤษ
 
ข้อสอง
 
"เริ่มเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากสิ่งที่ชอบ"
 
Start from your interests
 
อันนี้ง่ายมาก ถามตัวเองว่าเราชอบอะไร
 
ถ้าชอบดูหนัง หาหนังภาษาอังกฤษทั้งหลายแหล่มาดูเลยย
 
การดูหนังช่วยได้มากในเรื่อง listening และ Vocabulary โดยเฉพาะพวก Idiom และ แสลงทั้งหลาย
 
ถ้าชอบฟังเพลง ก็เอาเพลงภาษาอังกฤษ มาฟัง
 
เพลงจะช่วยเราในเรื่องการฝึกเรียนรู้ศัพท์ต่างๆ และได้เรื่อง Grammar อีกด้วย
 
และอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ความสนใจ โดยโยงให้ได้เรียนภาษาอังกฤษ
 
ข้อสาม
 
"หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์" 
 
"Find your partner(s)"
 
นั่นคือเราหาเพื่อน หรือ ใครก็ตามที่จะร่วมด้วยช่วยกันในการฝึกฝน เรียนรู้
 
เปรียบเสมือนการหากำลังเสริม ที่จะผลักดันให้เราไปให้ถึงเป้าหมายร่วมกัน
 
เหมือนสำนวนไทยว่า "ล่มหัวจมท้าย"
 
เปรียบได้กับการพายเรือนั้น หากพายไปคนเดียว เราก็จะไปเร็วหรือช้าตามแต่ใจเรา หากเรือล่มเราก็จมคนเดียว
 
แต่ถ้ามีคนอื่นไปกับเราด้วย เราก็ต้องพยายามมากขึ้น เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
 
ถ้าคนใดคนหนึ่งพายไม่ดี แล้วทำเรือล่ม ก็จะจมกันหมด
 
ดังนั้น การมีเพื่อนร่วมทาง จะช่วยประคับประคองกันและกัน 
 
เป็นกำลังใจให้กัน ไม่ให้ท้อ หรือเลิกล้มกลางทาง จนกว่าจะถึงจุดหมาย
 
ข้อสี่
 
"ลงมือทำ และทำอย่างต่อเนื่อง"
 
"Practice makes perfect"
 
คำว่า "Practice makes perfect" หมายความว่า การฝึกฝนบ่อยๆทำให้เราเก่งขึ้นเอง
 
น้อยคนนักที่จะเก่งมาตั้งแต่เกิด 
 
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญต่างๆของโลกหลายๆคน
 
ที่ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ เช่น เบโทเฟน(Beethoven) นักคีตกวีและเปียโนเอกของโลก
 
หรือ ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก
 
ต่างต้องผ่านการพากเพียรฝึกฝน อย่างหนัก
 
ต้องทุ่มเททั้งแรงกายและใจในการสร้างสรรผลงานต่างๆออกมา
 
ดังนั้น ยิ่งเราฝึกฝน ความเชี่ยวชาญก็จะเกิด
 
เหมือนคำสอนที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น"
 
ข้อห้า 
 
"นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน"
 
"Use it in everyday life"
 
การนำมาลองใช้จริงจะช่วยพัฒนา ทักษะในการใช้ได้ดีที่สุด
 
อย่ากลัวผิด!
 
การลองผิดลองถูก อย่างน้อยก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้และฝึกฝน
 
อย่าปิดกั้นคำติชม! หากเราใช้ผิด
 
ผู้ที่แนะนำ หรือบอกคืออาจารย์ที่จะช่วยเราในรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองและแก้ให้ถูก ใช้ให้เป็น
 
อย่าอายที่จะถามผู้รู้! 
 
หากมีโอกาสเจอ หรือพูดคุยกับเจ้าของภาษา หรือผู้รู้
 
อย่าอายที่จะเข้าไปถาม หรือฝึกฝนการใช้
 
จำไว้ว่า เราจะพัฒนาตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ถ้าได้ครูที่เก่ง
 
 
เอาล่ะคะ ครบห้าข้อแล้ว
 
อ่านจบก็ลองเริ่มทำกันเลยนะคะ
 
ถ้าคิดจะทำก็เริ่มเลย
 
สำหรับ 5 ข้อนี้ ใครทำ ใครใช้ ใครได้เอง จริงๆนะ Smile
 
 
ปล. : 5 ขั้นตอนนี้ ไม่เพียงแต่ใช้ได้กับการเรียนภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่สามารถเอาไปปรับใช้กับการเรียนรู้อื่นๆได้เช่นกันนะคะ ขอให้ทุกคนโชคดี และสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ และลงมือทำอย่างเต็มที่ค่ะ  สู้ๆๆ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 17 May 2012 11:59:15 by bluenin007

อันนินทากาเล เหมือนเทน้ำ...

posted on 16 May 2012 13:54 by bluenin007  directory Knowledge
 
เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า    จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด
      ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด            ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง..

      ..อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ         ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน
      แม้องค์พระปฏิมายังราคิน           มนุษย์เดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา..
 

ในพระธรรมบทมีจารึกไว้ว่า

พราหมณ์คนหนึ่งมีธิดาสาวสวยมาก ทำให้กษัตริย์เมืองน้อย เมืองใหญ่

ตลอดจนถึงมหาเศรษฐีต่างพากันมาสู่ขอธิดาสาว

แต่พราหมณ์พ่อแม่ไม่ตกปากรับคำใครสักคน

เนื่องจากมองไม่เห็นใครที่เหมาะสมและคู่ควรกับธิดาของตน จนกระทั่ง...

      วันหนึ่งท่านพราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้าที่ชายป่า

เพียงแรกพบ พราหมณ์ก็ตะลึงลานในพระมหาปุริส ลักษณะสง่างามของพระศาสดา

พราหมณ์จึงไม่รอช้าได้นิมนต์ให้พระพุทธองค์รอสักประเดี๋ยว

แล้วรีบกลับบ้านเพื่อไปชวนภรรยาและธิดามาเฝ้าพระพุทธองค์

แต่เมื่อพราหมณ์กลับมา กลับพบแค่รอยพระพุทธบาทที่ทรงประทับไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น..

      นางพราหมณีเห็นรอยพระบาทของพระพุทธองค์ก็บังเกิดความสว่างโพลงว่า

พราหมณ์ผู้สามีคิดผิดเสียแล้วที่คิดยกธิดาให้กับชายคนนี้

เพราะดูจากรอยเท้าแล้วไม่ใช่รอยเท้าของคนสามัญ

หากแต่เป็นรอยเท้าของคนปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง

พราหมณ์ไม่ยอมฟังภรรยา กลับออกตามหาพระพุทธองค์จนพบ

แล้วออกปากยกธิดาของตนให้เป็นบริจาริกาของพระพุทธองค์ทันที 

      พระพุทธองค์ตรัสว่า..

      พราหมณ์เอย เราเคยพบอิสตรีที่งามกว่าธิดาของท่านมาแล้วมากมาย

ไม่ว่าเป็นนางตัณหา นางราคา นางอรดี แต่เราก็ไม่เคยต้องใจผู้ใดมาก่อนเลยสักคน

แล้วจะป่วยกล่าวไปไยถึงธิดาสาวของท่านคนนี้

ซึ่งมีสรีระอันเต็มไปด้วยของโสโครกอย่างอุจจาระและปัสสาวะ

เราขอบอกว่าเราไม่ปรารถนาสัมผัสธิดาของท่านแม้แต่ปลายเท้า..

      ฝ่ายธิดาสาวเมื่อได้ยินดังนั้น สติขาดผึง ผูกอาฆาตในใจว่า

สมณะท่านนี้ไม่รักไม่ว่า แล้วทำไมมาดูถูกกันให้เจ็บช้ำน้ำใจถึงเพียงนี้

เอาเถิดไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแก้แค้นให้สาสมทีเดียว..

      ในขณะที่ธิดาสาวกำลังโกรธอยู่นั้น

สองพราหมณ์สามีภรรยากลับได้ดวงตาเห็นธรรม

มองเห็นโทษของความสวยงามว่าไม่มีแก่นสาร

ปล่อยวางความยึดมั่น ถือมั่นในสังขารได้อย่างง่ายดาย

จึงยกธิดาให้ลุงดูแล แล้วออกบวช หลังจากนั้นไม่นานจึงบรรลุพระอรหัตผลในเวลาไม่นาน..

      ฝ่ายธิดาของพราหมณ์ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งกรุงโกสัมพี

วันหนึ่งพระพุทธองค์ได้เสด็จจาริกมาเมืองนี้

นางรู้ข่าวจึงให้มหาดเล็กไปว่าจ้างชาวบ้านจำนวนห้าร้อยคน

ตามไปบริภาษพระพุทธเจ้าไปทุกฝีก้าวตลอดเวลาที่ประทับ ณ.เมืองโกสัมพี..


      ม็อบด่า ทำงานสมกับค่าจ้าง ตามด่า ตามบริภาษพระบรมศาสดาไปทุกหนทุกแห่ง

แต่ไม่ว่าจะด่าอย่างไรพระองค์หาทรงสะทกสะท้านไม่

ซึ่งไม่ว่าพยายามอย่างไรก็เหนื่อยเปล่า

เพราะนอกจากจะไม่มีผลสะท้อนกลับมาจากพระบรมศาสดาแล้ว

นานวันเข้าคนที่ตามด่าก็เหนื่อยล้าไปตามๆกัน..

      อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พระบรมศาสดาไม่กริ้วตอบนั้น  

พระอานนท์พุทธอนุชากลับรู้สึกขัดเคืองและอับอายขายหน้าอยู่ไม่น้อย

ที่ไม่ว่าตนและพระพุทธองค์จะย่างพระบาทไปทางใด

เป็นถูกมหาชนนับร้อยตามไปด่าผรุสวาจาทั่วทุกหัวระแหง

เหมือนพวกแร้งทึ้งซากศพอย่างหิวกระหาย

...เมื่อเป็นเช่นนี้ วันหนึ่งพระอานนท์จึงชวนพระบรมศาสดาหนีปัญหา..

      "จะหนีไปไหนอานนท์"  พระพุทธองค์ตรัสถาม

      "หนีไปเมืองอื่นพระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธอนุชาถาม

      "ถ้าหนีไปเมืองอื่นแล้วเขาตามไปด่าอีกเล่า เราจะหนีไปไหนอีกอานนท์"

      "ก็ต้องหนีไปอีกเมืองหนึ่งพระพุทธเจ้าข้า"

      "อานนท์เอย! การหนีปัญหาอย่างนั้นหาควรไม่

ที่ถูกนั้นเรื่องเกิดขึ้นที่ไหนก็ต้องให้มันดับไปในที่นั้นถึงจะถูก"

      "อานนท์เอย! เราตถาคตย่อมเป็นเช่นเดียวกับพญาคชสารที่ก้าวสู่สงคราม

ธรรมดาว่าพญาคชสารที่ก้าวเข้าสู่สงครามแล้วจำจะต้องทรหด

อดทนต่อลูกศรอันแล่นมาจากจาตุรทิศฉันใด เราตถาคตก็ฉันนั้น

จำต้อง อดทนต่อถ้อยคำบริภาษของเหล่าพาลชนคนไม่มีศีลฉันนั้นเหมือนกัน"


      อนึ่ง ผู้ใดก็ตามสามารถอดทนต่อถ้อยคำจ้วงจาบหยาบคายของพาลชนคนถ่อยได้

ผู้นั้นย่อมนับว่าเป็นยอดคนในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย..

      "อานนท์เอย เธออย่ากังวลไปเลย คนเหล่านี้จะทนด่าเราอยู่ได้อย่างน้อยก็ไม่เคย ๗ วัน

พอถึงวันที่๘ ทุกคนก็จะหยุดไปเอง"

     เป็นดังคาด..ในที่สุดม็อบด่าพระพุทธเจ้าก็สลายไปตามยถากรรม


ป.ล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

1. คนที่โดนนินทา หากไม่ได้ทำผิดอันใด ไยต้องเดือดเนื้อร้อนตัว เฉยๆซะเรื่องก็จะเงียบหายไปเอง หรือ ความจริงก็จะปรากฎเอง

2. คนที่โดนติฉินโดยตรง หากไม่มีใจที่หนักแน่น ก็มักจะถูกอารมณ์โกรธเข้าครอบงำได้ง่าย อย่างเช่นธิดาสาวของพราหม์ แรกเริ่มก็ไม่ได้ยินดี ยินร้ายเรื่องจะต้องไปแต่งงานกับบุรุษที่บิดาคิดจะยกให้ แต่พอได้ยินคำพูดที่เข้าใจว่าโดนดูถูก อารมณ์โกรธก็ครอบงำ จนลืมคิดไปว่า หากตนไม่เป็นดังนั้น จะไปรับมาเป็นอารมณ์ทำไม กลับกลายเป็นทำบาปโดยไม่รู้ตัว 

 

 

 

 

edit @ 16 May 2012 14:14:48 by bluenin007