ตอนที่ ๓ สัญญาตอบแทน
 
“ทำไมทำหน้าบูดเป็นตูดลิงแบบนั้ นล่ะริเอะ” เสียงใสๆ เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นหน้าเพื่อน รักที่เดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามา หา

มาซิมิเป็นเพื่อนสนิทกับฉันตั้ง แต่สมัยมัธยมต้น ด้วยความที่เรามีรสนิยมที่คล้าย คลึงกันเลยทำให้สนิทกันเร็ว แถมยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ที่ เดียวกันอีก ถึงแม้จะต่างคณะแต่ก็ยังไปมาหาส ู่กันเสมอ ดังนั้นเธอจึงค่อนข้างรู้จักนิส ัยเพื่อนดีว่าเป็นคนรักษาอารมณ์ แล้วเก็บความรู้สึกเก่ง จึงค่อนข้างแปลกใจ ที่เห็นเพื่อนรักเดินเข้ามาด้วย สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่พอใจชัดขนาด นั้น

“เจอหมามันเลียปาก!” เสียงตอบพาลๆ นั้นทำเอามาซิมิอึ้งรอบสอง ด้วยว่ารู้นิสัยดีว่าอารมณ์แบบน ี้ อย่าไปสาวให้มากความ จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“อ่ะ งั้นช่างเถอะ ว่าแต่...ไหนเล่ามาซิ ทำไมแม่มนุษย์บ้างานอย่างเธอรับนัดฉันได้เนี่ย ตอนแรกกะว่าถ้าปฏิเสธจะไปลากมาจากออฟฟิตแล้วเชียว”
ฉันถอนหายใจเบาๆ ราวกับพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเอง ก่อนตอบเนือยๆว่า “ก็ตอนนี้ว่างงานแล้ว เลยมีเวลามากขึ้นไง”

“ห๋า!!!” เสียงอุทานตกใจจากเพื่อนรัก เป็นอย่างที่คาดคิดไว้อยู่แล้ว แน่ล่ะ ใครมันจะบ้าแบบเธอมั่ง ยิ่งมาคิดๆ ดูตอนนี้ ขนาดตัวเธอเองยังรู้สึกว่าตัวเองบ้าระห่ำเกินไปจริงๆ ยิ่งมาเจอเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านไปหมาดๆ ยิ่งอยากทึ้งผมตัวเองสักสิบรอบที่ดันตัดสินใจเร็วด่วนได้ ตามทำนายเลื่อนลอยนั่น

โอยยยยยย เซ็ง!
ยิ่งโดนซักฟอกจากเพื่อนสาว ถึงเหตุที่มาที่ไป ประกอบกับอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน แบบว่าอยากระบายให้ใครฟังมากๆ เรื่องราวยืดยาวถูกถ่ายทอดออกมาให้เพื่อนสาวรักอย่างไม่มีเว้นวรรค ตั้งแต่การถูกทักจากหมอดูข้างถนน ยันถูกผู้ชายเลวร้ายขโมยจูบมาสดๆร้อนๆ ไม่กี่นาทีมานี้

“เดี๋ยวนะ สรุปว่าจากคำทำนาย ภายในสามอาทิตย์นี้ เธอจะได้พบเนื้อคู่ แล้วได้แต่งงานภายในปีนี้ ซึ่งเนื้อคู่ที่ว่าคือคนที่จูบเธอโดยบังเอิญถึง 3 ครั้งงั้นใช่ไหม” มาซิมิสรุปหลังจากนั่งฟังเรื่องราวยืดยาวจากเพื่อนสาว แล้วก็เห็นอาการพยักหน้าเบาๆ

“เท่ากับตอนนี้ มีผู้ชายถึง 2 คน ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นว่าที่สามีในอนาคตของเธอน่ะสิ”
“เฮ้ยยย...คนที่ฉันไปล้มทับเขาจนปากเลือดไหลนี่ นับด้วยเหรอ มันแทบจะเรียกว่าจูบไม่ได้เลยนะ” ริเอะท้วงขึ้นมาเพราะไม่คิดว่าอุบัติเหตุกับหนุ่มโชคร้ายคนนั้นจะถูกนับรวมด้วย
“ปากชนปาก มันก็เรียกว่าจูบเหมือนกันแหละน่า ก็คำทำนายก็บอกอยู่แล้วนี่ ว่าเป็นเหตุบังเอิญ ฉะนั้นก็ต้องนับรวมด้วยจริงไหม” ซึ่งเมื่อคิดตามตรรกะของเพื่อนสาว ริเอะก็หาเหตุผลอะไรที่ดีกว่าแย้งได้
“เหอะ...งั้นฉันก็ภาวนาให้เนื้อคู่ฉันเป็นคุณเคสุเกะล่ะกัน อย่างน้อยเขาก็ยังดูสุภาพกว่า ไม่ใช่ไอ้พุดเดิ้ลชีกอที่ควงสาวเล่นไปวันๆ น่ารังเกียจที่สุด!”
“แหม..ตั้งชื่อซะน่ารักเชียว ยังไงเขาก็เป็นว่าที่คู่หมั่นที่มีแนวโน้มเยอะสุดน้า...เตรียมใจซะเถอะยัยริเอะ ว่าแต่นายพุดเดิ้ลนี่ท่าจะหล่อน่าดูนะ มีรูปให้ดูป่าว”
“บ้า จะไปมีได้ไงเล่า” ก็หลังจากเกิดเรื่อง ก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งออกมาแทบไม่ทัน...
“โธ่ อะไรกัน...น่าเสียดายย” มาซิมิห่อปาก

ฉันเหล่มองเพื่อนรักที่ทำท่าเสียดายด้วยความหมั่นไส้ ก็รู้มานานแล้วนะว่าเพื่อนซี้ของเธอคนนี้น่ะ เห็นภายนอกดูเป็นสาวหวานใส ออกแนวคิกขุอาโนเนะ จริงๆ แล้วเป็นพวกบ้าผู้ชายหล่อตัวแม่เลยล่ะ แต่นิสัยนี้มันควรจะเพลาๆ ได้แล้ว เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็ยัยเพื่อนตัวแสบนี่กำลังจะเป็นว่าที่เจ้าสาวน่ะสิ!
“จะแต่งงานอยู่รอมร่อ ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมนะยะ เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องพี่ชินอิจิ”
ได้ผล หลังจากส่งไม้ตายไป หญิงสาวร่างบางตรงหน้าก็พูดเสียงเบาราวกระซิบกลับมา
“อย่าไปบอกเชียวนะ พี่ชินอิจิน่ะได้ตาลุก แจ้นมาบีบคอชั้นเอาน่ะสิ”
ว่าที่เจ้าบ่าวของยัยมาซามิ ได้ชื่อว่าขี้หึงตัวพ่อเลยล่ะ เห็นปกติสุขุมเรียบร้อยนะ แต่แค่ใครมาเกาะแกะแฟนตัวเอง แทบจะเปลี่ยนร่างเป็นนักรบซามูไร ไล่เหล่าอริประมาณนั้นเลยทีเดีย

“ฉันไม่เข้าใจ แกทนได้ไงเนี่ย กับผู้ชายขี้หึงขนาดนี้ ยิ่งแต่งไปไม่ยิ่งถูกควบคุมทุกกระเบียดนิ้วเหรอ” หลายครั้งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความรักเท่าใดนัก ทำไมบางคู่ รักกันปานจะกลืนกิน แต่กลับทั้งหึง ทั้งหวง ระแวงอีกฝ่ายจะปันใจไปให้คนอื่น อย่างตัวอย่างคู่ของเพื่อนเธอ สำหรับเธอความรัก มันต้องเกิดจากความจริงใจและไว้วางใจซึ่งกันและกัน ...หากตั้งมานั่งหวาดระแวงอีกฝ่ายตลอดเวลา จะเรียกว่า “รักแท้” ได้อย่างไร

“ก็...บางทีมันก็แอบมีอึดอัดบ้าง..อ่ะนะ แต่...การที่เค้าหึง เค้าหวงเรา ก็เหมือนเค้าแคร์เรามากไง บางทีมันก็ทำให้รู้สึกดีนะ เหมือนเราเป็นสิ่งสำคัญของเขา...”

“โอย..พอๆ หมั่นไส้อ่ะ พวกความรักขึ้นตา ไม่ต้องมาทำสวีทหวานเลย...เห็นใจโสดใกล้คานอย่างฉันมั่ง”
เสียงเบรกขัดคอเพื่อนสาวแทบไม่ทัน หากยังปล่อยให้มาซิมิพูดต่อ บทสาธยายความรักหวานแหวว และคำพูดแสนเลี่ยนจะพรั่งพรูมาไม่หยุด จนมดขนมาทั้งกองทัพก็ขนไปไม่หมด เหมือนที่ผ่านๆ มาฉันต้องทนนั่งฟังมาตลอดตั้งแต่ช่วงเริ่มความสัมพันธ์ของเพื่อนสาวและหวานใจของเธอ ก็ไม่ใช่เพราะคู่นี้หรอกเหรอ ที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้เธอตัดสินใจหาคู่อย่างจริงๆจังๆ ที่ผ่านมาแม้จะมีข่าวการแต่งงานของญาติทั้งไกลใกล้ หรือเพื่อนคนอื่นๆ เธอยังพอทำใจรับได้ แต่ตอนนี้เพื่อนที่เธอสนิทที่สุดอย่าง มาซิมิ จะเข้าสู่ประตูวิวาห์อีกคน เธอทำใจไม่ได้!!! ไม่นะ เธอไม่อยากเกาะคานเหนียวแน่น แล้วค่อยๆ เป็นสาวแก่ที่ต้องอยู่อย่างอ้างว้างคนเดียวหรอก!

“ก็ได้ๆ อ่ะเห็นแก่ที่มาช่วยเป็นเพื่อนลองชุดเจ้าสาว งั้นไปกันเถอะ ฉันนัดร้านไว้ จะได้ไปลองชุดเพื่อนเจ้าสาวของแกด้วย” พูดจบร่างเล็กบาง ก็ลุกขึ้นดึงแขนให้ลุกตาม
“ห๋า...ฉันต้องลองด้วยเหรอ...เฮ้ออออ” แม้จะแกล้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยอมเดินตามแรงฉุดของอีกฝ่ายโดยดี

อาคารทันสมัยใจกลางแหล่งวัยรุ่นชื่อดัง ตัวอาคารโดดเด่นผสมในรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวโมเดลและนำธรรมชาติผสมผสานสู่ใจกลางเมือง ไคอิชิ ทาวเวอร์ แม้จะเป็นห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ได้ไม่นาน แต่ด้วยรูปแบบตัวอาคารสุดหรู และรวบรวมร้านแบรนด์ดังสุดฮิตจากทั่วทุกมุมโลก มาไว้ในที่เดียว จึงเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว รวมถึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวชมไม่ขาดสาย ชั้นบนของห้างยังเป็นโรงแรมระดับ 6 ดาว ที่ทั้งสุดหรูเริ่ดไฮโซ มีแขกวีไอพีจากทั่วโลกมาใช้บริการต่อเนื่อง
ฉันแหงนหน้ามองอาคารสูงระฟ้า และอดทึ่งกับความหรูหราอลังการตรงหน้าไม่ได้

“เฮ้ย..มาซิมิ กะแกจะเลือกชุดแต่งงานที่นี่จริงๆเหรอ”
“เออดิ...จริงๆ ป๊าบอกงานแต่งลูกสาว ป๊าไม่จำกัดงบอยู่แล้ว แต่พี่ชินอิจิบอกว่าจะรับผิดชอบเองทั้งหมด และกำชับว่าเราต้องเป็นเจ้าสาวที่เจิดและสวยสุดในงานเลย” หญิงสาวร่างเล็ก ยิ้มแววตาเป็นประกายวิ้งๆ จนคนฟังรู้สึกหมั่นไส้...ใช่ซี้ ไม่มีผู้ชายหล่อ รวย ไฮโซมาขอมั่งนะ..ฮึ่ม
จะว่าไป มาซิมิ จัดเป็นสาวเพอร์เฟคคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะสวย น่ารัก อัธยาศัยดี ยังมาจากตระกูลขุนนางเก่า ซึ่งผันตัวมาทำธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิคจนร่ำรวย ไม่แปลกที่หนุ่มคนไหนจะไม่สนใจสาวสวยรวยทรัพย์อย่างเธอ

สองสาวพากันเดินหายเข้าไปภายในอาคาร มาซิมิพาไปยังร้านเป้าหมาย พลางบรรยายสรรพคุณ ความดีงามทุกสิ่งที่เธอหาข้อมูลมาให้เพื่อนสาวฟัง
“ร้านนี้นะดังมว๊ากกก ไฮโซคนดังทุกคนเข้ามาใช้บริการทั้งนั้นเลย จะตัดชุดนี่ต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน เลยนะ ช่างเขาฝีมือดีมาก ดีไซส์ก็สวยเก๋ ไม่เหมือนร้านอื่นๆด้วย โอยย ชั้นนะ ตื่นเต้นเป็นบ้าเลย แกต้องช่วยชั้นเลือกชุดด้วยนะ แล้วชุด bridesmaid ของแกก็จะต้องเริ่ดสุดๆ เหมือนกัน ”
ฉันฟังมั่งไม่ฟังมั่ง แต่มาสะดุดหูกับคำว่าชุด bridesmaid...ห๋า!!

“เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวนะ...นะ นี่ชั้นต้องมีชุดด้วยเรอะ เอ๊ยยย ไม่อ๊าววว แพงตายชัก เปลือง! แกก็รู้ชั้นเพิ่งตกงาน เงินทองหายากต้องใช้สอยอย่างประหยัดนะ แล้ว...”
“แล้วใครบอกจะให้แกออกเองเล่า...มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ชั้นทั้งที จะให้ออกเองได้ไง บอกแล้วนี่ว่าพี่ชินอิจิจะรับผิดชอบหมด แกมาดี๊ด๊า เลือกชุดกะชั้นเหอะ”
“ตะ..แต่ หุ่นชั้น แต่งแบบไหนก็ไม่ต่างกันหรอก จะเปลืองทำไม...” มาซิมิเบรกข้ออ้างร้อยแปดของอีกฝ่าย ด้วยการดึงกึ่งลากเพื่อนตัวดีให้เดินเร็วขึ้น

...ต้องยอมรับว่าชุดแต่งงานของร้านนี้สวยจริงๆ แต่ละชุดมีการดีไซน์อย่างประณีตและลงตัว ดูเก๋ทันสมัย แต่ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายความคลาสสิกของยุคเก่า เธอมองหญิงสาวร่างเล็กเพรียวบางที่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวช่วงบนเป็นลูกไม้หวาน มีประดับเพชรเม็ดจิ๋วสีขาวรอบอกไล่ลงเป็นเครือดอกไม้ เมื่อกระทบแสงไฟส่องประกายระยิบระยับ ช่วงเอวลงไปตีกลีบเป็นชั้นๆ ด้วยผ้าโปร่งไล่ยาวจรดพื้นและด้านหลังลากยาวแผ่ไป ราวกลับมีกลีบดอกไม้นับพันประดับไว้ ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มอย่างงดงาม กำลังยิ้มสดใสมาให้เธอ
“ชุดนี้โอสุด เจิดสุด เหมาะกับแกสุดๆ เลย” ฉันตอบไปอย่างที่คิด
“คิดเหมือนกันเลย ฉันชอบที่สุดเหมือนกัน” มาซิมิยิ้มอารมณ์ดีหลังจากที่เปลี่ยนมาสี่ชุด ในที่สุดเธอก็เจอชุดถูกใจ

“เอาล่ะ ตกลงของฉันได้แล้ว ต่อไปตาแกนะ ริเอะ”
“เอาจริง..จริงๆเหรออ..” ฉันโอดครวญ ตั้งแต่ไล่สายตาดูชุดหรูหราภายในร้าน ยังไม่คิดว่าจะเจอชุดที่ยัดตัวลงไปได้เลย หรือถึงแม้จะหาจนเจอไซส์ ก็ไม่คิดว่าตัวเองคู่ควรกับชุดสวยงามเหล่านี้เอาซะเลย ยิ่งไปกว่านั้น รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง ยิ่งเวลาที่ลูกค้าสาวสวยไฮโซแต่ละนางเดินเข้ามา ดูมองมาด้วยสายตาแปลกๆ ขนาดพนักงานที่ร้านยังดูสวยดูดีกว่าเลย คิดพลางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะโดนลากเข้าไปในห้องที่ถูกจัดไว้สำหรับแต่งหน้าทำผม

“แค่ลองชุดก็พอทำไมต้องแต่งหน้าทำผมให้เสียเวลาด้วยอ่า...” ฉันรีบโวย ตั้งแต่เกิดมาครั้งสุดท้ายที่เคยมีเครื่องสำอางบนผิวหน้า คือเมื่อตอนงานเซยินโนะฮิ หรืองานฉลองผู้บรรลุนิติภาวะเมื่อตอนอายุยี่สิบ วันนั้นช่างแต่งหน้าประจำหมู่บ้านโดนจองคิวทำผมแต่งหน้าให้หญิงสาวมากมาย จึงต้องจ้างลูกน้องหลายคนให้มาช่วยงาน และคงเป็นคราวซวยของเธอ ที่ได้แต่งหน้าทำผมกับช่างมือใหม่ ซึ่งมีฝีมือแต่งหน้าล้ำมากก คือแต่งออกมาล้ำอายุไปหลายปีเลย ยังจำความแค้นตอนนั้นได้ดี แถมถูกหลายคนทักผิดว่าเธอเป็นแม่ของมารดาคนสวยของตน ตั้งแต่นั้นก็ทั้งเข็ดและขยาด และไม่เคยให้ใบหน้าถูกแตะต้องด้วยเครื่องสำอางอีกเลย

“นี่..ยัยริเอะ! มองสถานที่ซะก่อน ช่างฝีมือที่นี่ระดับมืออาชีพเกรดเอ ที่เคยแต่งหน้านางแบบ ดารา ไฮโซมากหน้าหลายตามาแล้วนะยะ ไม่ใช่ยายเจ๊แถวบ้านคนนั้นซะหน่อย”
“ม่ายอ่าววว ไปหาไรกินเหอะนะ เรื่องนี้ขอผ่านได้ปะ”
“ไม่ได้ จะแต่งชุดสวยๆทั้งที ต้องแต่งหน้าทำผมให้เข้ากับชุดซิ นั่งลงเดี๋ยวนี้ ถ้ารักกันจริงก็นั่งนิ่งๆ รอตรงนี้นะ” มาซิมิหันไปส่งสัญญาณเรียกทีมแต่งหน้าทันที ฉันได้แต่ถอนหายใจ ก้มหน้ารับชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ให้ช่างเขาแต่งหน้าทำผมซะหน่อย เดี๋ยวชั้นไปลองเลือกชุดข้างนอกก่อนแล้วเอามาให้ดูนะ” ว่าเสร็จร่างบางก็เดินหายออกไปภายนอก

การแต่งหน้ากินเวลา ตั้งแต่ถูกวิจารณ์ว่าหนังหน้าหยาบกร้าน เพราะไม่รู้จักหาครีมมาบำรุง จนไปถึงแว่นตาคู่ใจของฉันที่ทำให้ทีมงานหนักอกหนักใจ แกมบังคับให้ฉันไปหาคอนแทคเลนส์มาใส่แทน เพื่อนตัวดีพยักหน้ารับพลางจดรายการที่ต้องจัดเตรียมในการแปลงโฉม ‘กบ’ ให้กลายเป็น ‘เจ้าหญิง’
เอาล่ะ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ฉันหลับตาปิดสวิต ตัวเองนอนงีบเอาแรงก่อนดีกว่า
“ตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนกันยะ ริเอะ ตื่นๆ” เสียงใสๆ ลอยมา ขณะที่แขนข้างขวาของฉันถูกกระตุกเป็นจังหวะ ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือจนอยากเอามือมาขยี้ตา แต่เพื่อนสาวคว้าเอาไว้ได้ทัน
“เดี๋ยวก็เลอะหมดสวยหรอก”
หา...ใครสวยกัน ฉันหันไปมองรอบๆ ห้อง แต่ไม่มีคนอื่นเลย เห็นแต่มาซิมิที่ยิ้มกริ่ม ฉันขมวดคิ้วงง ก่อนจะหยิบแว่นตามาใส่ ฉันมามองกระจก อ้าปากค้าง เมื่อเห็นภาพสะท้อน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทีมงานมีฝีมือจริงๆ ขนาดเปลี่ยนหน้ากลมๆ บ้านๆ อย่างฉัน ให้ใบหน้ามีมิติ แลดูจิ้มลิ้ม น่ารักได้แบบนี้
“เป็นไงละ จำตัวเองไม่ได้เลยใช่ไหมละเนี่ย” มาซิมิหัวเราะเบาๆ อย่างภูมิใจที่เห็นท่าช็อคค้างของฉัน

ฉันกระแอมเบาๆ ตั้งสติ ก่อนจะเอ่ยแก้ขวยเขิน “งั้นก็เสร็จแล้วใช่ไหม”
“ใครบอก งานต่อไปคือ...” ใบหน้าสวยหวานปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมชูมือ ที่แต่ละข้างมีชุดเดรสสีหวานหลากหลายชุดเต็มสองมือ หลังจากนั้นฉันก็กลายร่างเป็นตุ๊กตา ที่สุดแล้วแต่แม่เจ้าประคุณจะจับแต่งจนพอใจ กว่าคุณเธอจะเลือกชุดที่ถูกใจที่สุดได้ ตุ๊กตาหุ่นอวบก็ต้องเปลี่ยนชุดนับสิบ
“เสร็จแล้วใช่มั๊ยอ่า...ท้องชั้นร้องเป็นพายุแล้ว ไปหาอะไรกินกันเหอะๆ นะๆๆ”
“โน โน...ยังมีภารกิจอีก...”
มือเรียวชี้ไปที่กรอบกลมๆ ที่วางบนดั้งน้อยๆ ของฉัน
ฉันส่วยหน้ารัวๆ ให้เอาอะไรมาใส่ลูกกะตาแบบนั้น น่ากลัวจะตาย ไม่เอาหรอก หันซ้ายหันขวาหาทางรอดให้ตัวเอง ทว่ามือเรียวฉวยแว่นกลมโตไปอย่างรวดเร็วราวกับงูฉก
“เอาคืนมานะ” ฉันร้องพลางหรี่ตามองเพื่อนรัก ตอนนี้เห็นทุกอย่างเป็นภาพเบลอๆ ไปหมด
“ไม่มีทาง ถ้าอยากได้แว่นคืน ก็ตามมาเอาเองซิจ้ะ”
มาซิมิหัวเราะเบาๆ พลางยื่นมือที่ถือแว่นมาตรงหน้าฉัน แต่เมื่อมือฉันจะคว้ามัน เธอก็เอี้ยวตัวหลบหลีกอย่างว่องไวแล้วเดินหนี คนสายตาสั้นที่ต้องใช้ความพยายามติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ หนอย! หลอกให้ฉันเดินไปไหนก็ไม่รู้ แกล้งกันอย่างนี้ จับตัวได้ละน่าดู ฉันคิดบทลงโทษไว้พร้อมสรรพ
เผลอแผ่บเดียว เพื่อนรักหายไปไหนแล้วเนี่ย ฉันหันซ้ายหันขวา ร้อนใจไม่ใช่น้อย เกลียดโรคสายตาสั้นจริงๆ ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย เพื่อนช่างรักกันจริง เดินทิ้งคนตาสั้นจนไปไหนไม่ถูก พอเจอทางเดินที่แยกได้สามทาง ทำเอาไปไหนต่อไม่ถูกเลย เลือกทางเดินไม่ถูกเลย จะไปข้างหน้า หรือเลี้ยวซ้ายหรือขวาดีเนี่ย

โล่งใจนิดหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองมาทางฝั่งซ้ายมือ จังหวะที่จะเลี้ยวไป อยู่ๆ ก็มีกำแพงหนามาบังไว้ ปะทะเข้าไปเต็มๆ จนแทบล้มลงมากองกับพื้น ถ้าไม่ได้มือแกร่งช่วยรั้งไว้ได้ แต่แรงฉุดแบบกะทันหัน ไม่ทันได้ตั้งตัว ใบหน้าไปซบหน้ากลางอกของชายคนนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ฉันอับอายเหลือเกินที่ซุ่มซ่ามจนไม่ทันเห็นคนเดินมาทางนี้ พลางนึกเข่นเขี้ยวเพื่อนรักที่หาเรื่องทำให้ฉันหน้าแตก เพราะเฟอะฟะจนหมอไม่รับเย็บ ค่อยๆ ผละตัวออกเมื่อทรงตัวได้ถนัด

ฉันเงยหน้ามอง แต่ภาพเบลอๆ ไม่ได้บอกอะไรมากนัก “ขอโทษคะ”
“ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบก่อนจะผละจากไป
ฉันมองตามหลังชายคนนั้นราวกับตกอยู่ในภวังค์ จนกระทั่งเพื่อนรักเดินเข้ามาเขย่าแขนด้วยความตื่นเต้น
“ต้าย นั่นลูกชายคนโตตระกูลไคอิชิ เจ้าของในเครือห้างที่เรากำลังเดินอยู่ตอนนี้อ่ะ คนอะไรทั้งหล่อและรวย นี่ถ้าไม่มีคู่หมั้นละก็ เสร็จฉันไปนานแล้ว” มาซิมิพร้ำเพ้อกับหนุ่มฮอตคนดังของญี่ปุ่น
ฉันไม่ใส่ใจกับอาการเพ้อคนหล่อของเพื่อน แต่รอจังหวะที่เพื่อนเผลอฉันรีบคว้าแว่นตากลับมาสวมทันที

“ชิ ไม่สนหรอก ดูซิทำให้ฉันมองไม่เห็นจนซุ่มซ่ามชนคนอื่น หล่อนเจอดีแน่” ฉันยืนกอดอกมองเพื่อนอย่างไม่พอใจจนเจ้าตัวรู้สึกได้ จึงยิ้มแหยะๆ ก่อนจะวิ่งหนีฉันที่กำลังจัดเตรียมบทลงโทษสุดแสบไว้รอรับ

“ไม่เอา อย่าจักกะจี้นะ อายคนอื่นบ้างซิ” ร่างเล็กผอมเพรียววิ่งหลบไปมา แต่ไหงเราทั้งคู่จึงมายืนอยู่หน้าร้านแว่นตากันเนี่ย สรุปเพื่อนรักคะยั้นคะยอให้ฉันซื้อคอนแทกเลนส์มาใส่จนได้ เมื่อได้ลองก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เมื่อใบหน้าแต่งไว้ไม่ได้ถูกบดบังด้วยแว่นหน้าเตอะ ฉันก็ดูดีจนน่าตกใจ ฉันคงจะต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ให้ตัวเอง แล้วเริ่มเรียนรู้การดูแลตัวเองนับจากนี้
“แว่นนี่ก็เก็บๆ ไปเลยคะ ใส่ถุงรวมกับกล่องคอนเทกเลนส์นั่นไว้เลย” เพื่อนรักรีบสั่งคนขายทันที แล้วควงแขนฉันก่อนจะคว้าถุงกระดาษนั่นเดินออกจากร้าน
คราวนี้พอเพื่อนเอ่ยปากจะไปร้านขายเครื่องสำอางเพื่อที่จะให้ฉันมีอุปกรณ์แปลงโฉมส่วนตัวเหมือนคนอื่นๆ และจะได้ฝึกแต่งหน้าให้เป็น ฉันจึงยอมตามแต่โดยดี ต่อจากนั้นก็เริ่มพาไปซื้อเสื้อผ้า และรองเท้า ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ฉันก็ไม่ยอมง่ายๆ แบบนี้หรอกนะ แต่เพราะภารกิจตามล่าหาสา(ระ)มีในช่วงนี้ จึงตั้งใจลงทุนปฏิวัติตัวเองใหม่หมดตามที่เพื่อนแนะนำ

หลังจากเดินชอปปิ้งจนขาลาก พวกเราจึงเดินเข้าไปหาอะไรทานที่ร้านอาหารฟิวชั่นชื่อดังของห้าง ฉันมองไปรอบๆ ร้าน สายตาก็ไปปะทะกับใบหน้าคมคาย ตากลมเบิกกว้าง เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ฉันก็รู้สึกถึงรสเลือดของเขาในปาก

“อ้าวนั่นคุณไคอิจิกับคู่หมั้นนี่น่า ผู้ชายคนนั้นไงริเอะที่เธอไปชนเมื่อตอนบ่ายไง หล่อใช่ไหมละ” เสียงกระซิบปลาบปลื้มถึงคนที่กล่าวถึง ไม่ต้องหันไปมอง คาดว่าตอนนี้ดวงตาคู่สวยของเพื่อนเป็นประกายระยิบระยับ
ฉันก้มหน้าอย่างเขินอาย หวังว่าเขาจะไม่ทันสังเกตเห็นฉัน พลางกระตุกแขนเพื่อนเดินเข้าไปนั่งในมุมอับของร้านทันที โดยไม่สนใจพนักงานที่เชื้อเชิญให้นั่งตรงข้างกระจกใสใม่ไกลจากคนทั้งคู่นั้น ฉันเดินผ่านพนักงานแล้วตรงไปจับจองจุดที่ดีที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้

“เป็นอะไรไปอ่ะ ริเอะ ดูซิพนักงานหน้าเหวอไปเลย ทำไมเลือกเดินนั่งตรงนี้ยะ” มาซิมิกระซิบกระซาบเมื่อพนักงานคนนั้นเดินไปหยิบเมนูมาให้
“แกจำเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังได้ไหม เรื่องคนที่ฉันไปกระแทกจนเลือดออกที่ปากอ่ะ ผู้ชายคนนั้นแหละ” ฉันก้มหน้าพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด รู้สึกอยากจะกลายร่างเป็นมดจะได้มุดรูหนี แม้จะนั่งอยู่ในทำเลที่คนทั้งคู่ไม่มีทางมองเห็นฉันได้แน่นอนก็ตาม

“หา!!! จริงอ่ะ โอ้ มาย ก้อดด เคซุเกะที่หมายถึงนั่นเป็นคนเดียวกับ เคซุเกะ ไคอิจิ ลูกชายตระกูลดัง งั้นฉันเชียร์คุณเคสุเกะแล้วกันนะ แบบนี้อนาคตไกลกว่าเยอะเลย ว่าที่ภรรยาลูกชายเจ้าของห้างเครือห้างชื่อดัง และโรงแรมทั่วประเทศ ว้าวววว”
ฉันตีแขนเพื่อนดังเผียะ! ทำตาดุกับการพูดเล่นที่ชวนให้ใจแกว่งไปมา “จะบ้าเหรอ เห็นนั่นไหม คู่หมั้นนั่งอยู่ตำตา ยังจะให้ฉันไปแทรกร่างตรงไหนยะ”
“โอ้ย แหม ไม่รุ้อะไรเลย แค่คู่หมั้น ยังไม่ได้แต่งกันสักหน่อย อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น” เพื่อนรักยิ้มกริ่มดวงตาเป็นประกายวาววับ

ฉันส่ายหน้าก่อนจะหันไปสั่งอาหาร แล้วพยายามไม่นึกถึงชายหญิงคู่นั้นอีก เปลี่ยนเรื่องไปถามเรื่องการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของเพื่อน แล้วฟังมาซิมิพูดเรื่องงานแต่งงานด้วยความสุขจนอดรู้สึกอิจฉาเพื่อนไม่ได้ ฉันจะมีวันนั้นไหมนะ ความรัก ไม่ต้องสวยหรู เจ้าบ่าวไม่ต้องหล่อรวยเลิศเลอ ขออย่างเดียวคือสามารถเติมเต็มให้หัวใจของฉันได้อบอุ่น เหมือนอย่างที่พ่อเป็นที่พักพิงให้กับแม่เสมอมา

ฉันลุกขึ้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำ หลังจากทำธุระเสร็จ จังหวะที่เอื้อมมือจะเปิดประตู ได้ยินเสียงชายหญิงคู่หนึ่งคุยกันแบบไม่ธรรมดา เสียงหญิงสาวแหลมเล็กเอาแต่ใจตัวเอง ก่อนจะเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังห่างออกไป เสียงนั้นเงียบลงจนฉันนึกว่าคนทั้งคู่จากไปแล้ว
แต่ฉันคิดผิด เมื่อเปิดประตูเห็นชายคนหนึ่งยืนถอนหายใจเบาๆ เขาสะดุ้งเล็กน้อยด้วยไม่คิดว่าจะมีคนอยุ่ในห้องน้ำ ก่อนจะหันกลับมามองฉัน

“คุณนั่นเอง” เขาเอ่ยบาๆ อย่างสุภาพ ใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ
ฉันได้แต่ยิ้มแหยะๆ เมื่อเห็นเขานิ่งไป พลองมองฉันอย่างตรึกตรอง ขณะที่ฉันกำลังจะขอตัว เขาก็เอ่ยขัดขึ้น
“คุณทำเสื้อผมเปื้อนลิปสติก” ดวงตาคมเข้มมองมาที่ริมฝีปากของฉัน พลางแหวกเสื้อสูทเผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเนื้อผ้าคุณภาพดีบ่งบอกราคา ตรงอกมีรอยรูปเหมือนตัวหนอนสองตัวนอนขวางกัน
“เอ่อ ฉันขอโทษคะ” ฉันก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด
“คุณเอ่ยคำนั้นไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ฉันเงยหน้ามองเขา จบดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน
“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงคะ ฉันยินดีจ่ายค่าซักรีดให้ หรือไม่ก็ซื้อเสื้อตัวใหม่ให้คุณก็ได้ คุณบอกมาเลยว่าต้องการเท่าไหร่” ฉันลอบกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงจำนวนเงินที่กำลังจะหลุดออกจากกระเป่า

ทว่าเขาส่ายหน้าพลางยิ้มน้อยๆ ต้องบอกว่าน้อยจริงๆ เพราะแค่มุมปากข้างขวายกขึ้นจนแทบไม่ทันได้สังเกต
“เสื้อตัวนี้ผมชอบมาก สั่งทำเป็นพิเศษ แล้วถ้ามีรอยเปื้อนเพียงเล็กน้อย ผมจะไม่ใส่อีก ถึงจะเอาไปซักก็เถอะ ถ้าจะให้สั่งตัดใหม่ ก็คงไม่เหมือนเดิม”
คราวนี้ฉันกลืนน้ำลายเสียงดังเอื้อก “เอ่อ แล้วคุณจะให้ฉันทำอะไรคะ”
“ช่วยอะไรผมหน่อยซิ” เขายิ้มมากขึ้นจนมุมปากทั้งสองข้างยกขึ้น ดวงตามองมาอย่างหมายมาดจนขนบนต้นคอของฉันลุกซู่...
 
(อ่านต่อ ตอนที่ ๔)
 
๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓
 


 
เอาจริงๆนะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ลืมโพสในเอ็กทีนไปเลย  คือโฟสแต่ในเฟสอ่ะ ลืมโพสที่นี่ด้วย (เก๊าผิดไปแล้ววว ขอโต้ดก๊าบบ) ตอนนี้ปั่นตอนที่ ๔ อยู่ค่ะ เดี๋ยวพรุ่งตอนที่ ๔ พรุ่งนี้เลยยย
 
เดือนนี้เป็นเดือนที่วุ่นวายมากๆ สำหรับบลูนินล่ะ สาเหตุเพราะความกระแด๊ะ ส่วนตัว หาเรื่องทำให้ตัวเองยุ่งขึ้น คาดว่าเดือนหน้าจะจัดสรรเวลาตัวเองได้ดีกว่านี้ (งั้นมั้ง...นะ อิอิ)
 
ขอบคุณสำหรับคนที่ติดตามอ่านนะคะ (แอบเข้าข้างตัวเองว่ามีมั่งแหละ แหะแหะ) ถ้าอ่านแล้วชอบก็ขอกำลังใจเล็กๆน้อยๆ ให้บลูนินนะค้า จะได้ฮึดปั่นจนจบ ^_^
 
ขอให้มีความสุขกับวันหยุดนะค้าา Cheers!
 
 
บทที่ ๒ 
 
ทุกคนต่างเกิดมาโดยพกพาความฝันไว้ในโลกใบเล็กๆ ของตน แน่นอนล่ะว่าความใฝ่ฝันของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ถ้าคุณรู้ความฝันของฉันเข้าล่ะก็ อย่าหัวเราะเยาะล่ะ ถ้าฉัน...ริเอะจะบอกว่า...ฉันอยากมีแฟน อยากแต่งงาน อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น... คือไม่ต้องถึงขนาดอุปโลกน์ตัวเองเป็นเจ้าหญิง แล้วมีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาตกหลุมรักอย่างในนิทานหรอก ขอแค่ผู้ชายธรรมดาๆ และความรักเรียบง่าย ก็พอใจแล้ว อย่างไรก็ดี ฉันจะไม่มีทางเปิดเผยความฝันนี้กับคนอื่นแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้าซากุระ 

ฉันไม่รู้ว่าทำไมครอบครัวโอโตยะถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับครอบครัวของฉันจนเหมือนญาติสนิท ทั้งๆ ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรเลย นอกจากบ้านอยู่ติดกัน

เฮ้อ...ทั้งๆ ที่พยายามไขกุญแจเข้าบ้านอย่างเงียบที่สุดแล้วแท้ๆ เสียงแหลมๆ ของป้าซากุระก็แทรกผ่านแก้วหูฉันจนสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ความจริงการเดินทางมาบ้านของพ่อแม่นั้นไม่ยากเย็นอะไรเพียงแค่นั่งรถไฟแล้วเดินต่ออีกหน่อยก็ถึง โดยรวมๆ ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษๆ แต่ฉันก็ไม่ค่อยกลับมาบ้านบ่อยนัก ไม่ใช่ว่าฉันไม่รักพ่อรักแม่นะ แต่ฉันมักรู้สึกว่าคิดผิดทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้าน และนี่ล่ะคือสาเหตุหลัก

“หนูริเอะเพิ่งเดินทางมาถึงเหรอจ๊ะ”
ฉันได้แต่ฝืนทำตัวเป็นปกติ ก่อนจะหันไปทักทายเธอด้วยท่าทีนอบน้อม ทั้งๆ ที่ใจนั้นสุดแสนจะเซ็ง ด้วยไม่อยากจะสนทนากับเธอมากนัก พูดคุยกันทีไร มีแต่เรื่องขุ่นใจทุกที ก็จะเรื่องอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องแต่งงานมีครอบครัวที่เป็นปมขื่นในใจของฉันน่ะซิ ฉันจึงตอบรับคำสั้นๆ อย่างขอไปที

“ค่ะ” ฉันตอบไปสั้นๆ หวังจะจบการสนทนานี้โดยเร็วที่สุด

“งานที่บริษัทเป็นไงบ้างล่ะ คงจะทำงานหนักซินะ หน้าตาถึงได้ดูไม่สดชื่นเลย” ป้าซาคุระส่ายหน้าไปมา พลางมองฉันอย่างสมเพช เธอไม่รอที่จะฟังคำปฏิเสธจากฉัน เพราะฉันคงจะบอกเธอว่าไม่ใช่เพราะงาน แต่เพราะเจอกับป้าต่างหากล่ะ!!!

“เฮ้อ...ลูกผู้หญิงออกไปทำงานงกๆ เหมือนผู้ชาย เมื่อไหร่จะมีคนมาสู่ขอเสียทีล่ะจ๊ะ ดูอย่างลูกสาวของป้าซิ คนโตออกเรือนไปอยู่กับทนายความที่โตเกียว ส่วนคนที่สองนี่ก็เพิ่งจะตกปากรับคำแต่งงานเข้าตระกูลทัตสิโฮะ หนูรู้จักใช่ไหมจ๊ะ ร้านขนมชื่อดังที่มีสาขาไปทั่วโอซาก้าและกำลังจะขยายไปเปิดสาขาเพิ่มที่ชิบะ แหม...อีกหน่อยคงได้ไปเปิดสาขาที่โตเกียวเป็นแน่ ว่าแต่หนูริเอะก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ มัวแต่เอาเวลาไปทำงานเสียหมด กว่าจะรู้ตัว ก็คงได้ขึ้นคาน อุ๊ย! ป้าไม่ได้แช่งนะจ๊ะ แต่อยากให้หนูรู้เอาไว้น่ะ ผู้หญิงบ้างานและเก่งเกินไปผู้ชายไม่ชอบหรอก”

ฉันได้แต่เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆๆ พยายามไม่แสดงสีหน้ามากนัก แต่มันก็คงไม่พ้นจากสายตาคมเฉียบที่จ้องจะจับผิด ป้าซาคุระทำเสียงจุ๊ๆ พลางสั่นหน้าไปมา ก่อนจะแสร้งทำเป็นปลอบโยนฉัน หลังจากที่เสียบฉันด้วยคำพูดจนตัวพรุน

“แต่หนูอย่าคิดมากเลยนะ ของอย่างงี้ มันขึ้นอยู่กับดวงด้วย บทมันจะมา ก็มาเองล่ะ ป้าจะเอาการ์ดแต่งงานฝากไว้กับซาอิแล้วล่ะ ตอนนี้ลูกเขยจองโรงแรมได้แล้ว หวังว่าหนูจะมางานด้วยล่ะ ป้าเข้าไปในบ้านก่อนนะ” เธอแสร้งยิ้มอย่างเป็นมิตร ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงหม่นยกขึ้นน้อยๆ อย่างชอบใจ

มันเป็นความหงุดหงิดที่บอกไม่ถูกเลย ฉันกระแทกประตูปิดดังปั้ง! จนเสียงดังไปถึงข้างใน

“อ้าว...แม่นึกว่าใครมาทำเสียงดังหน้าบ้าน ที่แท้ก็เป็นริเอะนี่เอง” 

ฉันมองแม่แล้วอดเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ ชิซึเนะ ซาอิ...คุณแม่ของฉัน ดูเยาว์วัยผิดกับลูกสาวเหลือเกิน เวลาไปตลาดพร้อมฉัน คนอื่นๆ มักคิดว่าเป็นพี่สาวมากกว่าแม่เสียอีก วันนี้แม่สวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน มีผ้ากันเปื้อนสีขาวคาดเอว แลดูเป็นสาวน้อยมากกว่าหญิงที่มีลูกซึ่งอายุใกล้จะย่างสามสิบเร็วๆ นี้แล้ว แต่จะว่ายังไงได้ล่ะ ในเมื่อคุณแม่มีฉันตอนอายุเพิ่งจะสิบเก้าเอง ส่วนคุณพ่อก็อายุราวยี่สิบสาม ความรักของทั้งสองเหมือนนิยายโรแมนติกที่ทำให้ฉันรู้สึกอิจฉาเหลือเกิน

“แม่กำลังทำข้าวเย็นอยู่เลย ลูกขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วลงมากินข้าวด้วยกันนะ อีกเดี๋ยวคุณพ่อก็คงจะกลับ” คุณแม่ยิ้มละไม ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว 

ฉันค่อยๆ เดินลากเท้าขึ้นบันไดไม้ ทุกครั้งที่เหยียบย่ำ จะมีเสียงอิ๊ดอ๊าดเบาๆ ตามจังหวะ หลังจากแช่น้ำร้อนจนสบายตัว ฉันก็ออกมาแต่งตัวและนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจก มองสภาพตัวเองก็อดถอนหายใจไม่ได้ บางทีแม่กับพ่ออาจจะเก็บฉันมาเลี้ยง หน้าตาและรูปร่างของฉันถึงได้แตกต่างจากแม่จนเห็นได้ชัด ความสูงของฉันเกินมาตรฐานจากคนญี่ปุ่นโดยทั่วไปนิดหน่อย แถมรูปร่างยังค่อนข้างท้วมอีกด้วย ใบหน้าขาวกลมเหมือนพระจันทร์ รูปร่างป้อมๆ เหมือนตุ๊กตาล้มลุก แถมสายตายังสั้นจนต้องใส่แว่นซะหนาเตอะ ดูแล้วเหมือนเกิดมาผ่าเหล่าผ่ากอ คุณแม่เคยบอกว่าฉันคงได้เชื้อคุณยาย ฉันถอนหายใจอย่างปลงๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีจากกระจกและค่อยๆ เดินลงมาช่วยจัดเตรียมโต๊ะอาหารกับคุณแม่ พร้อมกันนั้นก็อดบ่นเรื่องที่ป้าซาคุระพูดไม่ได้ 
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ คุณแม่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ใบหน้าขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพู ตาวาววับบ่งบอกถึงอารมณ์

“ไม่ต้องคิดมากนะ ลูกของแม่เก่ง ยัยซาคุระจึงอิจฉาตั้งแต่ที่ลูกสอบเข้ามหาลัยโตเกียวได้ แถมยังได้ทำงานในบริษัทชื่อดัง แต่ลูกสาวทั้งสองคนของยัยนั่น สอบเข้ามหาลัยโนเนม แถมคนโตยังเรียนไม่จบ ก็ออกมาแต่งงานเป็นแม่บ้าน ส่วนคนที่สองยังดีหน่อย แต่ลูกแม่ต้องดีกว่าลูกสาวทั้งสองคนของยัยซาคุระแน่ๆ แม่เชื่ออย่างนั้น ฮึ่ม! คิดแล้วมันน่าเจ็บใจ แม่คงต้องจัดการอะไรบางอย่างซะแล้ว” 

“เอ่อ...ทำไมแม่กับป้าซาคุระถึงได้เขม่นกันจังเลยล่ะคะ หนูไม่เข้าใจสักนิด” ฉันมองท่าทีปั้นปึ่งของคุณแม่ด้วยความแปลกใจ โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเห็นคุณพ่อเดินเข้ามาในบ้าน คุณแม่ก็ค้อนใส่ทันที พลางบ่นดังๆ ให้ได้ยิน

“เรื่องนี้คงต้องถามคุณพ่อ เพราะเที่ยวหว่านเสน่ห์จนคนอื่นเข้าใจผิดกันไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...โอโตยะ ซาคุระ ใช่ไหมคะคุณ” คุณแม่หันไปมองค้อนคุณพ่ออีกครั้งอย่างหมั่นไส้

ชิซึเนะ ฮิโรชิ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ทว่าหล่อคมคายตามอายุ ดูผ่านๆ คล้ายชาวต่างชาติ เพราะคุณย่าแต่งงานกับคุณปู่ชาวอเมริกัน ทัศนคติบางอย่างของท่านจึงออกไปทางตะวันตก ท่านเป็นคนรักครอบครัวมากอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างานหลงเหลืออยู่ในประเทศที่บ้างานเช่นนี้ คุณพ่อค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยสีหน้าลำบากใจ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเอาเรื่องเก่าๆ ของท่านมาพูดให้ลูกสาวฟังเท่าใดนัก 

“เรื่องมันก็ผ่านไปตั้งหลายสิบปีแล้วนะคุณ จะรื้อฟื้นขึ้นมาพูดอีกทำไมล่ะ”

“แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรานี่นา ถึงขนาดย้ายบ้านมาอยู่ข้างๆ กันแบบนี้อีก” 

“คุณก็รู้ว่าผมเลือกคุณ และตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะมีแค่คุณเท่านั้น” คราวนี้คุณพ่อยิ้มละไม แถมทำตากรุ้มกริ่มกับคุณแม่ 

แล้วหลังจากนั้นภาพสวีทหวานแหวนที่ทำให้ฉันตาร้อนผ่าวๆ ด้วยความอิจฉา ถ้าจะบอกว่าความใฝ่ฝันของฉันเริ่มจากการเห็นความรักของพ่อแม่ก็คงจะเป็นได้

เฮ้อ...ฉันจะได้เจอเนื้อคู่ที่น่ารักเหมือนอย่างพ่อกับแม่ไหมน้า เมื่อนึกถึงชายหนุ่มร่างสูงซึ่งฉันเพิ่งไปฝากรอยฟันบนริมฝีปากบางได้รูป ก็อดทอดถอนหายใจไม่ได้ อยากจะคิดว่านั่นเป็นการจูบ แต่มันไม่น่าจะใช่ มันไม่ได้หอมหวานเหมือนอย่างที่คิดเลย เมื่อนึกถึงก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที รสชาติของเลือดยังติดปากฉันอยู่เลย ฉันไม่ใช่พวกผีดูดเลือดที่จะชอบอะไรแบบนั้นซะหน่อย ตอนนี้ฉันรู้สึกสับสน อยากได้คำปรึกษา แต่ฉันจะไม่มีวันเล่าเรื่องหมอดูให้ที่คนที่บ้านฟังเด็ดขาด ขืนบอกไป คงไม่วายโดนคุณพ่อตำหนิ ในเมื่อคุณพ่อเป็นถึงวิศวกร หรือเพื่อนร่วมงานชอบเรียกว่านายช่างใหญ่ไม่มีทางรับฟังหรือยอมรับเรื่องไร้สาระแบบนี้แน่ และก็คงไม่ยอมให้ลูกสาวเพียงคนเดียวพกพาความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ด้วยเช่นกัน เฮ้ออออ....ตอนนี้ฉันก็ชักจะเห็นด้วยเสียแล้วซิ ฮือๆๆๆ นี่ฉันคงโดนแม่หมอนั่นหลอกเอาเงินไปแล้วแหงๆ เฮ้อ...ทำไมฉันถึงได้ซื่อบื่อกับเรื่องแบบนี้ด้วยนะ ทำไมการใช้ชิวิตถึงยากเย็นกว่าการเรียนหรือการทำงานนะ เมื่อนึกถึงเรื่องงาน ใช่ซิ...ฉันควรจะต้องบอกเรื่องนี้กับที่บ้านด้วย

“เอ่อ...คุณพ่อ คุณแม่คะ...คือหนูมีเรื่องอยากจะบอกค่ะ หวังว่าจะไม่โกรธหนูนะคะ” 

“เรื่องอะไรกันจ๊ะ” คุณแม่หันมายิ้มระรื้น ขณะที่มีคุณพ่อโอบรอบเอวหลวมๆ

“หนูเพิ่งจะลาออกจากบริษัทค่ะ”

ฉันมองดูท่าทีของท่านทั้งสองด้วยใจระทึก กลัวจะโดนตำหนิ แต่ผิดคาด!

“งั้นเหรอลูก ดีแล้วล่ะ พักอยู่กับพ่อแม่ซะบ้าง พ่อไม่ค่อยเห็นหน้าลูกเลยจนแทบจะลืมไปแล้วว่ามีลูกสาวที่น่ารักอยู่กับเขาเหมือนกัน” นายฮิโรชิยิ้มละไม
ฉันยิ้มกว้างจนตาหยี ความจริงก็นึกรู้เหมือนกันว่าพวกท่านจะไม่โกรธ เพราะท่านเคารพการตัดสินใจของฉันเสมอมา ไม่ค่อยเคี่ยวเข็ญฉันมากนัก แต่มักสนับสนุนและให้ข้อคิดมากกว่าที่จะใช้การตำหนิ หรือบังคับ

“ค่ะ หนูคงพักอยู่กับพ่อแม่สักระยะ แต่พรุ่งนี้จะออกไปพบมาซิมิ นัดไปเที่ยวแถวๆ นี้ หนูอาจจะดูหนังและกินข้าวเย็นด้วยกันน่ะค่ะ กว่าจะกลับถึงบ้านคงจะค่ำๆ ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ”

“ตามใจลูกเถอะ” ชายกลางคนพยักหน้ารับก่อนจะปล่อยร่างของภรรยาให้เป็นอิสระ

แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน ฉันหรี่ตาก่อนจะพลิกซ้าย พลิกขวา กลิ้งบนเตียงพอเป็นพิธีจึงลุกไปอาบน้ำแต่งตัว ฉันสะพายกระเป๋าคู่ใจเดินลงมาชั้นล่าง เท้ายังไม่ทันแตะบันไดขั้นสุดท้าย เสียงหวานเจื้อยแจ้วของคุณแม่ก็ลอยมาทันที

“ริเอะทานอาหารรองท้องก่อนไปนะจ้า แม่เตรียมให้แล้วล่ะ”

“ค่ะ แม่” ฉันเดินเข้าไปในห้องอาหาร คว้าแก้วได้ใบหนึ่งก็รินน้ำส้มคั้นจากกล่องแล้วดื่มอย่างกระหาย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งรับประทานขนมปังปิ้ง ไข่ดาวหนึ่งฟอง เป็นอาหารเช้าอย่างง่ายๆ ประจำของครอบครัวของฉันซึ่งอาจจะแปลกกว่าครอบครัวชาวญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

“คุณพ่อไปทำงานแล้วเหรอคะ”

“จ๊ะ คุณพ่อมีงานด่วน วันนี้เลยออกเช้ากว่าปกติ ส่วนลูกน่ะ นัดมาซิมิกี่โมง จะรีบออกไปเลยเหรอ แล้ววันนี้จะกลับมานอนที่นี่ใช่ไหมจ๊ะ” คุณแม่นั่งลงพลางมองหน้าฉัน ในขณะที่มือก็คลี่หนังสือพิมพ์ออกอย่างไม่ใส่ใจมากนัก

“กลับมานอนซิคะ วันนี้หนูนัดเพื่อนไว้ตอนเที่ยง แต่จะไปเดินเล่นในเมืองก่อน อีกเดี๋ยวจะไปแล้วล่ะค่ะ แม่อยากได้อะไรหรือเปล่า หนูจะได้ซื้อเข้ามาให้” ฉันเคี้ยวขนมปังคำสุดท้ายพลางรินน้ำส้มจนเต็มแก้วตั้งรอไว้บนโต๊ะ

“ลูกจะแวะเข้าซุปเปอร์หรือเปล่าล่ะ แม่อยากจะได้ยาล้างจาน กับครีมนวดผมสักหน่อย”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูแวะให้ งั้นหนูไปก่อนนะคะ” ฉันดื่มน้ำส้มจนหมดแก้ว แล้วเดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์แจ่มใส

ฉันก้าวลงจากรถประจำทางและเดินเข้าไปในแหล่งชอปปิ้งของวัยรุ่นในโตเกียว...ชิบุย่านั่นเอง ฉันก้มมองนาฬิกา อีกชั่วโมงกว่าๆ เพื่อนรักของฉันจึงจะเดินทางมาถึง ฉันเดินดูเสื้อผ้าและของกระจุกกระจิกไปพลางๆ ไม่ได้เดินเที่ยวมานานแล้ว อดนึกเปรียบเทียบบรรยากาศแบบเก่าๆ กับเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน นอกจากลักษณะนิสัย ทัศนคติ การใช้ชีวิต รวมถึงการแต่งกาย บวกกับท่าทางแปลกประหลาดจนเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง

แหม...ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดเมื่อนึกถึงชายผมขาวคนนั้นไม่ได้ คนบ้าอะไร ย้อมผมเสียขาวหมดหัวแบบนั้น พิลึกพิลั่นที่สุดเลย

เอ๊ะ...นี่ฉันเห็นภาพหลอน หรือเกิดฝันร้ายตอนกลางวันขึ้นมานะ ทำไมคนที่ฉันเพิ่งนินทาอยู่ในใจ ถึงได้ยืนขี้เก๊กคุยกับสาวสวยหน้าตาดี แถมหุ่นยังดีราวกับนางแบบ 

ความอยากรู้ทำให้ขาทั้งสองข้างก้าวตามไปยืนใกล้กับหนุ่มสาวคู่นั้น ฉันขยี้ตาด้วยความไม่เชื่อ แต่ภาพของชายคนนั้นกับสาวสวยยังลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า

ไอ้ท่าทีขี้เต๊ะแบบนี้มองแล้วหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขาวางท่าสบายๆ ราวกับศิลปินจอมยะโส แหม...มองดูใบหน้าเขาชิ...ไม่อยากยอมรับเลยว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อสวย แถมมันแลดูหวานยิ่งกว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เสียอีก คิ้วเรียวได้รูปย่นเล็กน้อย ขณะที่ปากเจรจากับอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่ติดออกจะรำคาญๆ ส่วนดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นมีแววเย้ยหยันอยู่ลึกๆ 

“บอกแล้วว่าผมไม่ชอบคนขี้ตื้อ”

“เธอพูดแบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่ฉันทุ่มเทให้เธอไปตั้งเยอะ แต่จะทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ” สาวสวยเริ่มขึ้นเสียงอย่างมีอารมณ์ สายตาจะเต็มไปด้วยการตัดพ้อ

“ก่อนเราคบกัน ผมบอกคุณแล้วว่าไม่ชอบการผูกมัด แค่สนุกกันชั่วครั้งชั่วคราว คุณก็ตกลง แล้วทำไมมากลับคำเอาตอนนี้ล่ะ เลิกก็คือเลิก! มันไม่มีทางแปลความเป็นอย่างอื่นได้หรอกนะ” 

ฉันมองฉากตรงหน้าเหมือนละครน้ำเน่า ชายคนนั้นมองเธออย่างสมเพชด้วยสายตาที่เหมือนเย้ยหยันอะไรบางอย่าง จนฉันอดรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ ไม่น่ามารักคนที่นิสัยเสียๆ แบบหมอนี่เลย

“ไม่จริง! ฉันไม่ยอมรับว่าเรื่องของเรามันจบลงแล้ว ฉันรักเธอนะไทระ รักมากด้วย บอกฉันซิค่ะ ไทระ...ว่าเธอก็รักฉัน” 

ฉันค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นจนได้ยินบทสนทนาอย่างชัดเจน อึ๋ย! เผลอไปสบตากับเขาเข้าให้จนได้ แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวอย่างอับอาย ไม่ต้องรอให้เขาด่ากลับมาแล้วล่ะ ฉันรีบก้มหน้า เตรียมเผ่นอย่างรวดเร็ว ทว่าอยู่ๆ ก็มีมือเอื้อมมาฉุดแขนฉันเอาไว้ แถมดึงตัวฉันจนกระแทกกับอกกว้าง
ฉันอ้าปากค้าง พลางเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ นี่จะเรียกมาด่าใช่ไหมล่ะ ซวยจริงๆ เลย อย่างที่เขาว่าเอาไว้ ไม่ควรเอาตัวเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่น แล้วนี่เขาจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นในรถโดยสารได้ไหมนะ ยังไม่ทันได้ปริปากอะไร 
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงมาอย่างเยือกเย็น ฉันรีบหลับตาปี๋ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคู่นั้น ทว่าคำพูดของเขาทำให้ดวงตาของฉันเบิกกว้างจนเท่าไข่ห่าน

“ผมมีคนใหม่แล้ว”

“ผู้หญิงแบบนี้น่ะเหรอ คือคนใหม่ของเธอ ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าเธอจะตาต่ำแบบนี้!” เธอเขม่นมองมา พลางแค่นหัวเราะเยาะเมื่อ กวาดตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสมเพช ยิ่งเห็นสภาพการแต่งตัว รวมทั้งรูปร่าง หน้าตาของฉัน โดยเฉพาะสายตาคู่สวยนั้นบ่งถึงการดูแคลนอย่างชัดเจน

หัวใจของฉันรู้สึกเจ็บจิ๊ดทั้งโกรธทั้งอาย ฉันพยายามสะบัดตัวจากเงื้อมือของเขา ทว่ากลับกลายเป็นถูกโอบรัดแน่นยิ่งขึ้น

“ใครบอกว่าผมตาต่ำล่ะ ต้องบอกว่าโชคดีต่างหากที่ได้คบกับเธอ สำหรับผมแล้ว...เธอดูดีเสมอ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มๆ ข้างหู ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้หัวใจของฉันกวัดแกว่งอย่างไม่เป็นจังหวะ 

“ไม่จริง!! เธอแสร้งทำเพื่อให้ฉันไปใช่ไหม ฉันไม่เชื่อหรอก เฮอะ! รูปร่างหน้าตาแบบนี้ เธอไม่เคยชายตามองเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องมาเล่นละครเลยนะ ฉันไม่เชื่อ!!!”

เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง จนลมปะทะหน้าฉันโดยบังเอิญ 
ผู้หญิงคนนี้พูดถูกแล้วล่ะ ฉันรู้จักตัวเองดี พอๆกับรู้ดีว่าตัวเองต่ำกว่ามาตรฐาน สำหรับพวกหน้าตาดีขั้นเทพ แบบชายหญิงตรงหน้าแค่ไหน แต่เพราะคำพูดของเธอมันแฝงไปด้วยคำดูถูกจนต่อมในสมองฉันมันจี๊ดดดด นึกอยากสวนวาจาเผ็ดร้อนคืนเป็นร้อยเท่า พันเท่า ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจไม่ถูกว่าควรทำตัวอย่างไร ฉันก็เบิกตากว้างจนตาแทบถลนเมื่อได้ยินคำพูดของเขา

“คุณมันหลงตัวเองเกินไป คิดว่ารูปร่างหน้าตาแบบคุณจะดึงดูดใจผมได้เหรอ คิดผิดแล้วล่ะ อย่างคุณมันจืดชืด น่าเบื่อจะตาย สู้เธอคนนี้ก็ไม่ได้”
เขาโน้มตัวลงมา ก้มมองดูฉันด้วยสายตาที่เร่าร้อน ก่อนจะแนบริมฝีปากอุ่นๆ ของเขากับของฉัน 

ราวกับเวลาหยุดชะงักชั่วขณะ ตัวของฉันแข็งทื่อไปด้วยความตกใจ รอยสัมผัสนุ่มยังติดอยู่จางๆ หลังจากที่เขาผละออกอย่างช้าๆ ทว่ายังประคองกอดฉันอย่างหลวมๆ ขณะที่ ‘แฟน’ ถ้าจะให้ถูก ต้องพูดว่า’อดีตแฟน’ กำลังยืนตัวสั่น ด้วยความโกรธหรืออะไรก็แล้วแต่ 

เธอตบหน้าเขาแรงๆ จนใบหน้าขาวเป็นรอยแดงๆ ส่วนฉัน เธอเพียงแค่มองอย่างเข็ดเขี้ยวและจากไปราวกับพายุ

ในที่สุดฉันก็ถูกปล่อยตัว เขาผละจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันได้สติซอยขาถี่ๆ ตามร่างสูงไปในทันที

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เอ๊ะ! ฉันบอกให้หยุดไงล่ะ” ฉันมองชายที่เดินก้าวไปเร็วๆ อย่างหงุดหงิดยิ่งขึ้น เมื่อหมอนั่นไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมาสนใจฉันเลย จนกระทั่งฉันกระชากแขนหมอนั่นแรงๆ จนเขาเซเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็หันมามองฉันเสียที แต่ให้ตายเหอะ! แววตาของเขามองฉันราวกับกิ้งกือไส้เดือนยังไงยังงั้น

“เธอมีธุระอะไร! อ๋อ...หรือว่าติดใจเรื่องเมื่อกี้” น้ำเสียงของเขาค่อนข้างหงุดหงิด พลางยืนกอดอกก้มลงมองดูฉันอย่างสมเพช ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง เขาก็ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนๆ

“ลืมๆ มันซะเหอะ ฉันก็จะลืมเหมือนกัน เสียดายปากจริงๆ เหมือนจูบกับกบ” 
หนอย...ไอ้หมอนั่นว่าฉันเป็นกบ ฉันเกลียดคนอย่างนายที่สุดเลย ฉันอึดอัดจนอยากเข้าไปเพิ่มรอยแดงๆ ไว้บนหน้าของหมอนั่นเสียเหลือเกิน

“อย่านึกว่านายรู้สึกแย่อยู่คนเดียวซิ เฮอะ! ฉันก็รู้สึกเหมือนกันนั่นแหละ เหมือนถูกหมาเลียปาก”

ทันทีที่คำพูดหลุดปากออกไป ฉันรู้สึกผิดจริงๆ สายตาของหมอนั่นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อยังไงยังงั้นเลย ประกายตาสีน้ำตาลเข้มลุกวาวราวกับเปลวเพลิง ท่าทีไม่เหมือนเมื่อกี้เลยสักนิด ทีท่าขี้เก๊ก เจ้าสำอางแบบนี้ มันก็ไม่แน่ว่าบางทีหมอนี่จะเป็นยากูซ่าก็ได้ ให้ตายเถอะ!!! ฉันดันหาเรื่องใส่ตัวเองเสียแล้ว เอาน่า...เผ่นตอนนี้น่าจะยังทัน 

ฉันรีบชักเท้าหนี เตรียมวิ่งหนีเต็มที่ ทำนองออกตัวก่อนมีสิทธิก่อน 

ช้าไปเสียแล้ว!!! เขากระชากตัวฉันเข้าไปกระแทกกับแผ่นอกกว้าง ก่อนจะระบายอารมณ์บนริมฝีปากของฉันอย่างรุนแรง คุกคามและแสดงความเหนือกว่า ฉันพยายามดิ้นหนีจากเงื้อมือของซาตานในคราบเทพบุตร แต่มันไม่มีทางเลย เพราะตอนนี้หัวสมองเริ่มเบาหวิว เขาดูดเอาเรี่ยวแรงของฉันไปจนหมด ก่อนจะปล่อยให้ฉันนั่งทรุดลงกับพื้นด้วยแววตาเย้ยหยันที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเจ็บใจ

“ยัยเบ๊อะ...ไม่ต้องมาขอบใจฉันหรอกนะ คนอย่างเธอคงไม่มีโอกาศที่จะถูกผู้ชายจูบแบบนี้!!!”

“นะ..นาย...นาย” ฉันตัวสั่นเทิ้ม ด้วยความทั้งโกรธ ทั้งอาย แต่ยังไม่ทันจะได้ออกปากด่าให้สาสมใจ ร่างสูงโปร่งของตัวต้นเหตุก็เดินลับไปแล้ว
หนอย...ตาบ้า!!! นายมันก็ดีแต่หน้านั่นแหละ ฉันเกลียดคนอย่างนายที่สุดเลย ฮือๆๆ ฉันจะจองล้างจองผลาญนายทุกๆ ที่ที่เจอเลย ฮึ่ม! สักวันนายจะต้องเสียใจที่ทำตัวเลวๆ แบบนี้กับฉัน ขอให้นายถูกพวกสาวๆ ที่นายทิ้ง รุมฉีกอกจนตายไปเลย โอ้ย! เจ็บใจนัก!!!
 
๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒
 
 

บทที่ ๑ บังเอิญพบพาน

 

                “ภายในสามอาทิตย์ โชคชะตาจะนำพาให้หนูได้พบเจอคู่แท้ ซึ่งจะได้แต่งงานกันภายในปีนี้แน่นอน!!”

                “จะมีเหตุบังเอิญให้หนูต้องจูบกับชายหนุ่มคนนั้นถึงสามครั้ง!! นั่นแหละเนื้อคู่ของหนู...จำไว้ชะตาฟ้าเป็นผู้ชักนำ ตัวเราเป็นผู้ลิขิตชีวิต”

                เสียงแหบแห้งของหมอดูชราผู้นั้น ยังดังก้องกลับไปมาในหัวของหญิงสาว เหมือนเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นต่อหน้า

ฉันไม่รู้ว่าจ่ายเงินให้เธอไปเท่าไหร่ และเดินกลับบ้านไปได้ยังไง สิ้นคำทำนาย ฉันรู้สึกตัวมันลอยๆ เบาๆ อย่างบอกไม่ถูก ฮ่าๆๆๆ นี่ฉันกำลังจะมีแฟนแล้ว อ๊ะ...ไม่ใช่ซิต้องเรียก’ว่าที่สามี’ ในเร็วๆ นี้แล้ว แถมยังรวยอีกต่างหาก ไชโย! ฉันจะได้ลบคำสบประมาทของใครบางคนเรื่องที่จะต้องขึ้นคานเสียที

เสียงอู้อี้ของหัวหน้าปลุกฉันตื่นจากภวังค์

“คุณคิดดีแล้วเหรอ ผมให้โอกาสคุณเอากลับไปคิดใหม่ งานโปรเจ็คอีกสามชิ้นยังค้างอยู่เลย อาทิตย์หน้าต้องเอาไปเสนอผู้บริหารแล้วนะ”

ฉันฟังแล้วอึ้งไปเลย เขาพูดราวกับว่าฉันทิ้งภาระให้คนอื่นๆ อย่างงั้นแหละ และไอ้โปรเจ็คสามชิ้นนั่น มันก็เป็นความดูแลของพนักงานสาวๆ สวยๆ ที่หัวหน้าคัดเลือกไว้เป็นพิเศษไม่ใช่เหรอ ไหนบอกว่าพวกหล่อนจบจากเมืองนอก ทำงานเก่งที่ทำงานมาก่อน มันค้ำคอฉันถึงขั้นต้องลงมือเข้าไปช่วยทำด้วยจนแทบไม่มีเวลาพัก ทว่าไปๆมาๆ สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าฉันต้องมานั่งทำงานงกๆๆ ในขณะที่แม่สาวๆ พวกนั้นมีเวลาไปสังสรรค์กับหนุ่มๆ เนี่ยนะ

“เอางี้แล้วกัน ผมจะให้คุณลาพักร้อนสักสองสามวันก็ได้”

เขาพูดเหมือนมันเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดยังไงยังงั้นแหละ หนอย!!! ให้ลาพักร้อนแค่สองสามวันเนี่ยนะ ทั้งๆ ที่ฉันยังแทบจะไม่ใช้วันลาเลยเนี่ยนะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าระบบสวัสดิการที่อ้างว่าดีเลิศ จะเป็นเพียงแค่คำหลอกล่อหรือโฆษณาชวนเชื่อ

“สองสามวันเนี่ยนะหัวหน้า!!!” ฉันขึ้นเสียงจนแทบจะตวาดใส่เขาอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะตกใจแกมประหลาดใจ เพราะไม่เคยเห็นฉันแสดงอารมณ์เลยสักครั้ง

“แหม...คุณก็รู้แผนกของเรามีงานเยอะจะตายไป คุณไม่อยู่แค่วันเดียว แผนกก็ปั่นป่วนแล้ว คนเข้าใหม่ก็ยังไม่เข้าที่เลย คุณควรจะแสดงความรับผิดชอบต่อแผนกให้มากกว่านี้นะ”

หัวหน้ามองมาราวกับจะตำหนิที่ฉันตัดช่องน้อยแต่พอตัว แล้วทิ้งภาระให้คนอื่นรับผิดชอบ...แทนที่จะมองว่าฉันเข้ามาช่วยสร้างคุณค่าให้กับแผนกนี้จนหัวหน้าได้รับการเลื่อนขั้นหลังจากที่ดักดานอยู่เกือบห้าปี!!!

ฉันสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ก่อนจะผ่อนออกช้าๆ เพื่อคลายโทสะ แต่มันก็เหลืออดจริงๆ จนอดไม่ได้ที่จะตอบกลับให้หน้าหงาย

“ฉันจะลาออก!!! แล้วไม่ต้องโทรมาถามเรื่องงานนะคะ เพราะฉันไม่ได้เป็นพนักงานที่นี่อีกแล้ว หัวหน้าก็ให้แม่พวกสาวๆ พวกนั้นจัดการกันเอาเองก็แล้วกัน ไหนคุยว่าเก่งนักเก่งหนาไงล่ะ กะอีแค่ไม่กี่โปรเจ็คทำไมจะทำไม่ได้ ฉันเห็นพวกหล่อนมีเวลาถมเถไป ถ้าไม่เอาไปใช้ในการแต่งหน้า แต่งตัว ทาเล็บ ซุบซิบนินทากันน่ะ งานมันก็เสร็จแล้วล่ะค่ะ ฉันเตรียมแฟ้มและเอกสารทุกอย่างไว้ให้แล้ว คิดว่าคงไม่ยากเกินความสามารถของหัวหน้าที่จะสานต่อนะคะ ฉันลาล่ะค่ะ”

ฮึ! อย่านึกว่าฉันไม่รู้ที่หัวหน้าเอาเวลาไปจู๋จี๋กับเด็กใหม่จนไม่เป็นทำงานทำการ ฉันเดินกระแทกเท้าออกจากห้องทำงานของเขาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยัดข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะใส่ในกล่องกระดาษอย่างหัวเสีย พยายามไม่สนใจสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มีทั้งโล่งใจ เพราะพวกเธอจะได้มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานเสียที โดยไม่มีฉันเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ ส่วนบางคนทำหน้าละห้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น และชอบมาขอความช่วยเหลือจากฉัน ซึ่งฉันก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร เพราะคนเหล่านั้นจะชินแล้วทำตัวเป็นไม้เลื้อยอยู่ร่ำไปก็ตาม ความที่เป็นคนมุ่งมั่นและรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำให้ฉันรับงานมากจนมันแทบจะล้มทับฉันได้อยู่แล้ว

ฉันจึงรู้สึกปลอดโปร่งทันทีที่เดินออกจากออฟฟิตพร้อมกับลังกระดาษใบน้อย...ไชโย เสรีภาพและความรัก รออยู่เบื้องหน้าแล้ว

ตั้งแต่นั้น ฉันเริ่มเดินตระเวนไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ...ยิ่งคนเยอะ โอกาสเจอเนื้อคู่ก็ยิ่งมาก...ทุกๆ วันได้แต่ภาวนาให้เจอกันสักที ผ่านไปวันหนึ่งก็แล้ว สามวันก็แล้ว อาทิตย์หนึ่งก็แล้ว....แต่ให้ตายเถอะ!!! นี่ฉันเดินบนถนนไปมาทั้งวันจนขาจะขวิดกันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะได้จูบกับใครเลยสักคนเดียว...ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เนื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นบนรถประจำทางก็ยิ่งแค้นใจ

ฉันนั่งอยู่บนรถประจำทางในขณะที่เอาหนังสือเล่มเล็กๆ อ่านฆ่าเวลา รถเมลหยุดจอดรับผู้โดยสายตามป้าย ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นผู้โดยสารจำนวนหนึ่งเดินเข้ามายืดเบียดเสียดแออัดจนแน่นรถ

ฉับพลันสายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นชายร่างสูงคนหนี่งเดินเข้ามา ศรีษะของเขาเต็มไปด้วยเส้นผมสีขาวอมครีมแปลกตายาวระต้นคอ ก็อดคิดไม่ได้ว่าคนโตเกียวช่างแล้งน้ำใจเสียเหลือเกิน ปล่อยคนแก่ยืนโหนรถเมล์ ในเมื่อไม่มีใครยอมลุกให้นั่ง ฉันจึงค่อยๆ เก็บหนังสือและสะกิดบอกชายแก่คนนั้นด้วยความเอื้ออารีในทันที รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นนางฟ้าเดินดินจริงๆ

“คุณลุงนั่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ”

ฉันลุกขึ้นยืน เปิดช่องว่างให้เขาลงไปนั่งได้สะดวก แต่ก็ต้องตะลึงจนตาค้างเมื่อคนที่ฉันคิดว่าเป็นชายชราเพราะศีรษะเต็มไปด้วยเส้นผมสีขาวอมครีม กลับกลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อาจจะเรียกได้ว่าดีมากๆด้วยซ้ำ ทว่าดูหยิ่งยโสชะมัด เขาหันหน้ามาทางฉันและปรายตามองอย่างดูถูกแถมยังพูดดังๆ ใส่หน้าฉันอีก

“ใครเป็นคุณลุงกันเฮอะ ยัยบ้านนอก!!!”

หนอย! หมอนั่นด่าฉันว่ายัยบ้านนอก แล้วรู้ได้ยังไงล่ะว่าฉันมาจากชิบะ อ่ะ! ไม่ใช่ซิ นายมีสิทธิอะไรมาว่าฉันแบบนั้นกัน ฮึ! หนอยยยย ไอ้ๆ คนดีแต่หน้า ปากสุนัขชัดๆ  ฉันได้แต่ด่าหมอนั่นในใจ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับใคร อีกอย่างท่าทางของหมอนี่ก็เหมือนนักเลงชัดๆ ทางที่ดีฉันควรจะสงบปากสงบคำและนับหนึ่งในใจมากกว่า

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้โดยสารคนอื่นๆ แอบยิ้มเยาะฉัน ในฐานะที่ทำตัวเป็นพลเมืองดีในเมืองที่แสนเย็นชา มีแต่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น และเห็นแก่ตัว เฮ้อ! โลกในโตเกียวช่างโหดร้ายเสียจริงๆ ยังไม่ทันที่ฉันจะทรุดตัวกลับไปนั่งตามเดิม ยัยป้าคนหนึ่งก็กระแทกตัวฉันไปกระแทกกับตาบ้านั่นอีก แถมยังแย่งที่นั่งของฉันหน้าตาเฉย ส่วนชายหนุ่มหัวขาวคนนั้นผลักฉันเบาๆ ก่อนจะเอะอะใส่

“ยัยบ้านนอก ยืนให้มันดีๆ หน่อยซิ ตาไม่ดีแล้วยังซุ่มซ่ามอีก”

แค่นั้นแหละ ฉันตัดสินใจเดินลงป้ายข้างหน้าในทันที โอ้ย!!! หงุดหงิดอยากชกหน้าคน อย่าให้เจอกันอีกนะ ตาบ้า!!! ฉันจะบีบคอนาย ฮุคซ้ายขวาเต็มเหนี่ยวเลย น่าเสียดายที่เกิดมาหน้าตาดีทั้งที แต่ปากร้ายชะมัด!! ใครจะรู้ว่ามีคนบ้าย้อมผมอย่างกับคนแก่แบบนั้นล่ะ ในโตเกียวช่างมีอะไรแปลกๆ เยอะจริงๆ

ในขณะที่เดินบ่นไปมากับตัวเองพลางแกว่งกระเป๋าเพื่อระบายอารมณ์เล่น โดยไม่ทันมองดูต้นไม้ที่ขวางอยู่ตรงหน้า ฉันจึงกระแทกมันเข้าอย่างจัง

“โอ้ย! เจ็บใจจากตานั่นแล้วยังมาเจอแบบนี้อีกเหรอเนี่ย” ความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมากจนระเบิดความบ้า

ฉันลุกขึ้นยืนด้วยอารมณ์หงุดหงิด ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นแค้นเคืองต้นไม้เจ้ากรรม

“ไอ้ต้นไม้บ้า” ฉันพุ่งตัวกระโดดถีบเจ้าต้นไม้นั่นให้หายแค้นราวกับกำลังกระทำกับชายหนุ่มปากเสียคนนั้น

ทว่าด้วยความไม่เจียมสังขาร ต้นไม้สูงใหญ่ไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นอกจากมันจะส่ายหน่อยๆ พร้อมกับใบสีเขียวแกมเหลืองร่วงหล่นลงมาบ้าง ส่วนฉันนะเหรอ เสียหลักไปด้านหลังตามแรงสะท้อนกลับน่ะซิ

“ว้ายยยยย!”

ฉันหวีดร้องเมื่อร่างกระเด็นไปอีกทาง พลางหลับตาแน่น คราวนี้คงได้ไปนอนในโรงพยาบาลแน่ หรือบางทีจะได้เจอเนื้อคู่ในโรงพยาบาลแน่ๆ ตอนนั้นยังอุตส่าห์นึกถึงเนื้อคู่อีกแน่ะ

แปลกแหะ ทำไมพื้นมันไม่แข็งอย่างที่คิด อีกทั้งแทบจะไม่มีความรู้สึกเจ็บเลยสักนิด แถมรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นบริเวณริมฝีปาก

ฉันลืมตาขึ้นทันที และก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนร่างของชายคนหนึ่ง ริมฝีปากของฉันรับรู้รสชาติเลือดจากปากของอีกฝ่าย

ดวงตาภายใต้แว่นหนา เบิกโตขึ้นกว่าเดิม เมื่อเริ่มรับรู้สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับรีบดีดตัวเองออกอย่างรวดเร็ว

“ขะ ขอโทษนะคะ ขอโทษจริงๆค่ะ...คะ คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ”

จำได้ว่าได้ยินเสียงตัวเองละล่ำละลัก ขอโทษขอโพยชายเคราะห์ร้ายเป็นการใหญ่

หวายยย...ยัยริเอะจอมเบ๊อะเอ๊ยยย...ซวยซ้ำซวยซ้อนไม่รู้จบ ยิ่งเมื่อเหล่ไปยังคู่กรณี เห็นเขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดมาเช็ดมุมปากที่ชุ่มเลือด ก็ยิ่งอยากจะเป็นอยากจะมุดดินหนีไปซะเดี๋ยวนั้น เขาจะเรียกค่าเสียหายขนาดไหนกันนะ

ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด แต่ก็แอบมองเขาอย่างหวาดๆ เหมือนนักโทษรอคำพิพากษา

               

เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียวเล็กเหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไป แต่ใบหน้าคมคาย ดูมีเสน่ห์ดึงดูดบางอย่าง อาจจะเป็นเพราะท่าทางที่นิ่ง ออกจะดูถือตัวหน่อยๆ ก็ได้ล่ะมั้ง เครื่องแต่งกายบ่งบอกฐานะว่าไม่ใช่พนักงานกินเงินเดือนทั่วๆ ไปแน่

หญิงสาวแอบสะดุ้ง เมื่อดวงตายาวรีนั้นมองสบมา

เขาไม่ได้พูดอะไรเลย แต่แค่สายตาเขาฉันก็รู้สึกเกร็งมากแล้ว เขาดูน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกันก็ดูน่าค้นหา คงเพราะตาคู่นั้นแม้จะดูน่ายำเกรง แต่ก็แฝงแววโศกไว้อย่างไม่ขัดกัน...มัวแต่จ้องเขาเพลิน จนกระทั่งเขากระแอมเบาๆ

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของเขาเอ่ยออกมาเบาๆ

“....อะ...ค่ะ ไม่ค่ะ....”

ปากเหมือนจะอมอะไรไว้ ถึงได้ตอบได้ตะกุกตะกักเหลือเกิน

เขาไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงแต่พยักหน้านิดๆ แล้วหันหลังเดินจากไปขึ้นรถคันหรูที่มาจอดเทียบฟุตบาท ในขณะที่ฉันยังยืนตะลึงอยู่กับที่  ขณะที่รถแล่นออกไป ผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนที่จำได้ว่าเป็นของชายคนนั้นปลิวตามแรงลม จนมันหล่นลงใกล้เท้าของฉัน มันคงหลุดออกมาขณะที่เขาเปิดประตูรถ

 กว่าจะรู้สึกตัว รถคันนั้นก็แล่นไปไกลแล้วฉันก้มลงเก็บผ้าเช็ดหน้าของเขาเอาไว้ เห็นรอยเลือดสีแดงเป็นหย่อมๆ มุมหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าปักชื่อ ‘เคสุเกะ’ ฉันลูบรอยนูนๆ ที่ทำด้วยไหมอย่างดี อดคิดไม่ได้ว่า สมัยนี้ยังมีคนปักชื่อของตนเองลงบนผ้าเช็ดหน้าอยู่อีกเหรอเนี่ย

 
******************
 
ตอนที่หนึ่งคลอดมาแล้วนะคร้าาา
 
รีบมาอัฟก่อน เผื่อพรุ่งนี้ไม่ได้เข้าเน็ต
 
จะมีใครรออ่านไหมน้ออ....(แอบหวังเล็กๆ อิอิ)
 
อยากสารภาพว่ายังคิดตอนจบไม่แตก แต่จะปั้นให้จบอย่างใจให้ได้ล่ะ
 
คืนนี้ขอตัวไปแปลงร่างเป็นเกนหลง ควงคู่กับพี่เอื้อในฝันก่อนนะคะ
 
ฝันดีทุกคนคร่าาา Kiss