ตอนที่ ๓ สัญญาตอบแทน
 
“ทำไมทำหน้าบูดเป็นตูดลิงแบบนั้ นล่ะริเอะ” เสียงใสๆ เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นหน้าเพื่อน รักที่เดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามา หา

มาซิมิเป็นเพื่อนสนิทกับฉันตั้ง แต่สมัยมัธยมต้น ด้วยความที่เรามีรสนิยมที่คล้าย คลึงกันเลยทำให้สนิทกันเร็ว แถมยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ที่ เดียวกันอีก ถึงแม้จะต่างคณะแต่ก็ยังไปมาหาส ู่กันเสมอ ดังนั้นเธอจึงค่อนข้างรู้จักนิส ัยเพื่อนดีว่าเป็นคนรักษาอารมณ์ แล้วเก็บความรู้สึกเก่ง จึงค่อนข้างแปลกใจ ที่เห็นเพื่อนรักเดินเข้ามาด้วย สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่พอใจชัดขนาด นั้น

“เจอหมามันเลียปาก!” เสียงตอบพาลๆ นั้นทำเอามาซิมิอึ้งรอบสอง ด้วยว่ารู้นิสัยดีว่าอารมณ์แบบน ี้ อย่าไปสาวให้มากความ จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“อ่ะ งั้นช่างเถอะ ว่าแต่...ไหนเล่ามาซิ ทำไมแม่มนุษย์บ้างานอย่างเธอรับนัดฉันได้เนี่ย ตอนแรกกะว่าถ้าปฏิเสธจะไปลากมาจากออฟฟิตแล้วเชียว”
ฉันถอนหายใจเบาๆ ราวกับพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเอง ก่อนตอบเนือยๆว่า “ก็ตอนนี้ว่างงานแล้ว เลยมีเวลามากขึ้นไง”

“ห๋า!!!” เสียงอุทานตกใจจากเพื่อนรัก เป็นอย่างที่คาดคิดไว้อยู่แล้ว แน่ล่ะ ใครมันจะบ้าแบบเธอมั่ง ยิ่งมาคิดๆ ดูตอนนี้ ขนาดตัวเธอเองยังรู้สึกว่าตัวเองบ้าระห่ำเกินไปจริงๆ ยิ่งมาเจอเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านไปหมาดๆ ยิ่งอยากทึ้งผมตัวเองสักสิบรอบที่ดันตัดสินใจเร็วด่วนได้ ตามทำนายเลื่อนลอยนั่น

โอยยยยยย เซ็ง!
ยิ่งโดนซักฟอกจากเพื่อนสาว ถึงเหตุที่มาที่ไป ประกอบกับอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน แบบว่าอยากระบายให้ใครฟังมากๆ เรื่องราวยืดยาวถูกถ่ายทอดออกมาให้เพื่อนสาวรักอย่างไม่มีเว้นวรรค ตั้งแต่การถูกทักจากหมอดูข้างถนน ยันถูกผู้ชายเลวร้ายขโมยจูบมาสดๆร้อนๆ ไม่กี่นาทีมานี้

“เดี๋ยวนะ สรุปว่าจากคำทำนาย ภายในสามอาทิตย์นี้ เธอจะได้พบเนื้อคู่ แล้วได้แต่งงานภายในปีนี้ ซึ่งเนื้อคู่ที่ว่าคือคนที่จูบเธอโดยบังเอิญถึง 3 ครั้งงั้นใช่ไหม” มาซิมิสรุปหลังจากนั่งฟังเรื่องราวยืดยาวจากเพื่อนสาว แล้วก็เห็นอาการพยักหน้าเบาๆ

“เท่ากับตอนนี้ มีผู้ชายถึง 2 คน ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นว่าที่สามีในอนาคตของเธอน่ะสิ”
“เฮ้ยยย...คนที่ฉันไปล้มทับเขาจนปากเลือดไหลนี่ นับด้วยเหรอ มันแทบจะเรียกว่าจูบไม่ได้เลยนะ” ริเอะท้วงขึ้นมาเพราะไม่คิดว่าอุบัติเหตุกับหนุ่มโชคร้ายคนนั้นจะถูกนับรวมด้วย
“ปากชนปาก มันก็เรียกว่าจูบเหมือนกันแหละน่า ก็คำทำนายก็บอกอยู่แล้วนี่ ว่าเป็นเหตุบังเอิญ ฉะนั้นก็ต้องนับรวมด้วยจริงไหม” ซึ่งเมื่อคิดตามตรรกะของเพื่อนสาว ริเอะก็หาเหตุผลอะไรที่ดีกว่าแย้งได้
“เหอะ...งั้นฉันก็ภาวนาให้เนื้อคู่ฉันเป็นคุณเคสุเกะล่ะกัน อย่างน้อยเขาก็ยังดูสุภาพกว่า ไม่ใช่ไอ้พุดเดิ้ลชีกอที่ควงสาวเล่นไปวันๆ น่ารังเกียจที่สุด!”
“แหม..ตั้งชื่อซะน่ารักเชียว ยังไงเขาก็เป็นว่าที่คู่หมั่นที่มีแนวโน้มเยอะสุดน้า...เตรียมใจซะเถอะยัยริเอะ ว่าแต่นายพุดเดิ้ลนี่ท่าจะหล่อน่าดูนะ มีรูปให้ดูป่าว”
“บ้า จะไปมีได้ไงเล่า” ก็หลังจากเกิดเรื่อง ก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งออกมาแทบไม่ทัน...
“โธ่ อะไรกัน...น่าเสียดายย” มาซิมิห่อปาก

ฉันเหล่มองเพื่อนรักที่ทำท่าเสียดายด้วยความหมั่นไส้ ก็รู้มานานแล้วนะว่าเพื่อนซี้ของเธอคนนี้น่ะ เห็นภายนอกดูเป็นสาวหวานใส ออกแนวคิกขุอาโนเนะ จริงๆ แล้วเป็นพวกบ้าผู้ชายหล่อตัวแม่เลยล่ะ แต่นิสัยนี้มันควรจะเพลาๆ ได้แล้ว เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็ยัยเพื่อนตัวแสบนี่กำลังจะเป็นว่าที่เจ้าสาวน่ะสิ!
“จะแต่งงานอยู่รอมร่อ ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมนะยะ เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องพี่ชินอิจิ”
ได้ผล หลังจากส่งไม้ตายไป หญิงสาวร่างบางตรงหน้าก็พูดเสียงเบาราวกระซิบกลับมา
“อย่าไปบอกเชียวนะ พี่ชินอิจิน่ะได้ตาลุก แจ้นมาบีบคอชั้นเอาน่ะสิ”
ว่าที่เจ้าบ่าวของยัยมาซามิ ได้ชื่อว่าขี้หึงตัวพ่อเลยล่ะ เห็นปกติสุขุมเรียบร้อยนะ แต่แค่ใครมาเกาะแกะแฟนตัวเอง แทบจะเปลี่ยนร่างเป็นนักรบซามูไร ไล่เหล่าอริประมาณนั้นเลยทีเดีย

“ฉันไม่เข้าใจ แกทนได้ไงเนี่ย กับผู้ชายขี้หึงขนาดนี้ ยิ่งแต่งไปไม่ยิ่งถูกควบคุมทุกกระเบียดนิ้วเหรอ” หลายครั้งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความรักเท่าใดนัก ทำไมบางคู่ รักกันปานจะกลืนกิน แต่กลับทั้งหึง ทั้งหวง ระแวงอีกฝ่ายจะปันใจไปให้คนอื่น อย่างตัวอย่างคู่ของเพื่อนเธอ สำหรับเธอความรัก มันต้องเกิดจากความจริงใจและไว้วางใจซึ่งกันและกัน ...หากตั้งมานั่งหวาดระแวงอีกฝ่ายตลอดเวลา จะเรียกว่า “รักแท้” ได้อย่างไร

“ก็...บางทีมันก็แอบมีอึดอัดบ้าง..อ่ะนะ แต่...การที่เค้าหึง เค้าหวงเรา ก็เหมือนเค้าแคร์เรามากไง บางทีมันก็ทำให้รู้สึกดีนะ เหมือนเราเป็นสิ่งสำคัญของเขา...”

“โอย..พอๆ หมั่นไส้อ่ะ พวกความรักขึ้นตา ไม่ต้องมาทำสวีทหวานเลย...เห็นใจโสดใกล้คานอย่างฉันมั่ง”
เสียงเบรกขัดคอเพื่อนสาวแทบไม่ทัน หากยังปล่อยให้มาซิมิพูดต่อ บทสาธยายความรักหวานแหวว และคำพูดแสนเลี่ยนจะพรั่งพรูมาไม่หยุด จนมดขนมาทั้งกองทัพก็ขนไปไม่หมด เหมือนที่ผ่านๆ มาฉันต้องทนนั่งฟังมาตลอดตั้งแต่ช่วงเริ่มความสัมพันธ์ของเพื่อนสาวและหวานใจของเธอ ก็ไม่ใช่เพราะคู่นี้หรอกเหรอ ที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้เธอตัดสินใจหาคู่อย่างจริงๆจังๆ ที่ผ่านมาแม้จะมีข่าวการแต่งงานของญาติทั้งไกลใกล้ หรือเพื่อนคนอื่นๆ เธอยังพอทำใจรับได้ แต่ตอนนี้เพื่อนที่เธอสนิทที่สุดอย่าง มาซิมิ จะเข้าสู่ประตูวิวาห์อีกคน เธอทำใจไม่ได้!!! ไม่นะ เธอไม่อยากเกาะคานเหนียวแน่น แล้วค่อยๆ เป็นสาวแก่ที่ต้องอยู่อย่างอ้างว้างคนเดียวหรอก!

“ก็ได้ๆ อ่ะเห็นแก่ที่มาช่วยเป็นเพื่อนลองชุดเจ้าสาว งั้นไปกันเถอะ ฉันนัดร้านไว้ จะได้ไปลองชุดเพื่อนเจ้าสาวของแกด้วย” พูดจบร่างเล็กบาง ก็ลุกขึ้นดึงแขนให้ลุกตาม
“ห๋า...ฉันต้องลองด้วยเหรอ...เฮ้ออออ” แม้จะแกล้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยอมเดินตามแรงฉุดของอีกฝ่ายโดยดี

อาคารทันสมัยใจกลางแหล่งวัยรุ่นชื่อดัง ตัวอาคารโดดเด่นผสมในรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวโมเดลและนำธรรมชาติผสมผสานสู่ใจกลางเมือง ไคอิชิ ทาวเวอร์ แม้จะเป็นห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ได้ไม่นาน แต่ด้วยรูปแบบตัวอาคารสุดหรู และรวบรวมร้านแบรนด์ดังสุดฮิตจากทั่วทุกมุมโลก มาไว้ในที่เดียว จึงเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว รวมถึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวชมไม่ขาดสาย ชั้นบนของห้างยังเป็นโรงแรมระดับ 6 ดาว ที่ทั้งสุดหรูเริ่ดไฮโซ มีแขกวีไอพีจากทั่วโลกมาใช้บริการต่อเนื่อง
ฉันแหงนหน้ามองอาคารสูงระฟ้า และอดทึ่งกับความหรูหราอลังการตรงหน้าไม่ได้

“เฮ้ย..มาซิมิ กะแกจะเลือกชุดแต่งงานที่นี่จริงๆเหรอ”
“เออดิ...จริงๆ ป๊าบอกงานแต่งลูกสาว ป๊าไม่จำกัดงบอยู่แล้ว แต่พี่ชินอิจิบอกว่าจะรับผิดชอบเองทั้งหมด และกำชับว่าเราต้องเป็นเจ้าสาวที่เจิดและสวยสุดในงานเลย” หญิงสาวร่างเล็ก ยิ้มแววตาเป็นประกายวิ้งๆ จนคนฟังรู้สึกหมั่นไส้...ใช่ซี้ ไม่มีผู้ชายหล่อ รวย ไฮโซมาขอมั่งนะ..ฮึ่ม
จะว่าไป มาซิมิ จัดเป็นสาวเพอร์เฟคคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะสวย น่ารัก อัธยาศัยดี ยังมาจากตระกูลขุนนางเก่า ซึ่งผันตัวมาทำธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิคจนร่ำรวย ไม่แปลกที่หนุ่มคนไหนจะไม่สนใจสาวสวยรวยทรัพย์อย่างเธอ

สองสาวพากันเดินหายเข้าไปภายในอาคาร มาซิมิพาไปยังร้านเป้าหมาย พลางบรรยายสรรพคุณ ความดีงามทุกสิ่งที่เธอหาข้อมูลมาให้เพื่อนสาวฟัง
“ร้านนี้นะดังมว๊ากกก ไฮโซคนดังทุกคนเข้ามาใช้บริการทั้งนั้นเลย จะตัดชุดนี่ต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน เลยนะ ช่างเขาฝีมือดีมาก ดีไซส์ก็สวยเก๋ ไม่เหมือนร้านอื่นๆด้วย โอยย ชั้นนะ ตื่นเต้นเป็นบ้าเลย แกต้องช่วยชั้นเลือกชุดด้วยนะ แล้วชุด bridesmaid ของแกก็จะต้องเริ่ดสุดๆ เหมือนกัน ”
ฉันฟังมั่งไม่ฟังมั่ง แต่มาสะดุดหูกับคำว่าชุด bridesmaid...ห๋า!!

“เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวนะ...นะ นี่ชั้นต้องมีชุดด้วยเรอะ เอ๊ยยย ไม่อ๊าววว แพงตายชัก เปลือง! แกก็รู้ชั้นเพิ่งตกงาน เงินทองหายากต้องใช้สอยอย่างประหยัดนะ แล้ว...”
“แล้วใครบอกจะให้แกออกเองเล่า...มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ชั้นทั้งที จะให้ออกเองได้ไง บอกแล้วนี่ว่าพี่ชินอิจิจะรับผิดชอบหมด แกมาดี๊ด๊า เลือกชุดกะชั้นเหอะ”
“ตะ..แต่ หุ่นชั้น แต่งแบบไหนก็ไม่ต่างกันหรอก จะเปลืองทำไม...” มาซิมิเบรกข้ออ้างร้อยแปดของอีกฝ่าย ด้วยการดึงกึ่งลากเพื่อนตัวดีให้เดินเร็วขึ้น

...ต้องยอมรับว่าชุดแต่งงานของร้านนี้สวยจริงๆ แต่ละชุดมีการดีไซน์อย่างประณีตและลงตัว ดูเก๋ทันสมัย แต่ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายความคลาสสิกของยุคเก่า เธอมองหญิงสาวร่างเล็กเพรียวบางที่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวช่วงบนเป็นลูกไม้หวาน มีประดับเพชรเม็ดจิ๋วสีขาวรอบอกไล่ลงเป็นเครือดอกไม้ เมื่อกระทบแสงไฟส่องประกายระยิบระยับ ช่วงเอวลงไปตีกลีบเป็นชั้นๆ ด้วยผ้าโปร่งไล่ยาวจรดพื้นและด้านหลังลากยาวแผ่ไป ราวกลับมีกลีบดอกไม้นับพันประดับไว้ ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มอย่างงดงาม กำลังยิ้มสดใสมาให้เธอ
“ชุดนี้โอสุด เจิดสุด เหมาะกับแกสุดๆ เลย” ฉันตอบไปอย่างที่คิด
“คิดเหมือนกันเลย ฉันชอบที่สุดเหมือนกัน” มาซิมิยิ้มอารมณ์ดีหลังจากที่เปลี่ยนมาสี่ชุด ในที่สุดเธอก็เจอชุดถูกใจ

“เอาล่ะ ตกลงของฉันได้แล้ว ต่อไปตาแกนะ ริเอะ”
“เอาจริง..จริงๆเหรออ..” ฉันโอดครวญ ตั้งแต่ไล่สายตาดูชุดหรูหราภายในร้าน ยังไม่คิดว่าจะเจอชุดที่ยัดตัวลงไปได้เลย หรือถึงแม้จะหาจนเจอไซส์ ก็ไม่คิดว่าตัวเองคู่ควรกับชุดสวยงามเหล่านี้เอาซะเลย ยิ่งไปกว่านั้น รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง ยิ่งเวลาที่ลูกค้าสาวสวยไฮโซแต่ละนางเดินเข้ามา ดูมองมาด้วยสายตาแปลกๆ ขนาดพนักงานที่ร้านยังดูสวยดูดีกว่าเลย คิดพลางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะโดนลากเข้าไปในห้องที่ถูกจัดไว้สำหรับแต่งหน้าทำผม

“แค่ลองชุดก็พอทำไมต้องแต่งหน้าทำผมให้เสียเวลาด้วยอ่า...” ฉันรีบโวย ตั้งแต่เกิดมาครั้งสุดท้ายที่เคยมีเครื่องสำอางบนผิวหน้า คือเมื่อตอนงานเซยินโนะฮิ หรืองานฉลองผู้บรรลุนิติภาวะเมื่อตอนอายุยี่สิบ วันนั้นช่างแต่งหน้าประจำหมู่บ้านโดนจองคิวทำผมแต่งหน้าให้หญิงสาวมากมาย จึงต้องจ้างลูกน้องหลายคนให้มาช่วยงาน และคงเป็นคราวซวยของเธอ ที่ได้แต่งหน้าทำผมกับช่างมือใหม่ ซึ่งมีฝีมือแต่งหน้าล้ำมากก คือแต่งออกมาล้ำอายุไปหลายปีเลย ยังจำความแค้นตอนนั้นได้ดี แถมถูกหลายคนทักผิดว่าเธอเป็นแม่ของมารดาคนสวยของตน ตั้งแต่นั้นก็ทั้งเข็ดและขยาด และไม่เคยให้ใบหน้าถูกแตะต้องด้วยเครื่องสำอางอีกเลย

“นี่..ยัยริเอะ! มองสถานที่ซะก่อน ช่างฝีมือที่นี่ระดับมืออาชีพเกรดเอ ที่เคยแต่งหน้านางแบบ ดารา ไฮโซมากหน้าหลายตามาแล้วนะยะ ไม่ใช่ยายเจ๊แถวบ้านคนนั้นซะหน่อย”
“ม่ายอ่าววว ไปหาไรกินเหอะนะ เรื่องนี้ขอผ่านได้ปะ”
“ไม่ได้ จะแต่งชุดสวยๆทั้งที ต้องแต่งหน้าทำผมให้เข้ากับชุดซิ นั่งลงเดี๋ยวนี้ ถ้ารักกันจริงก็นั่งนิ่งๆ รอตรงนี้นะ” มาซิมิหันไปส่งสัญญาณเรียกทีมแต่งหน้าทันที ฉันได้แต่ถอนหายใจ ก้มหน้ารับชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ให้ช่างเขาแต่งหน้าทำผมซะหน่อย เดี๋ยวชั้นไปลองเลือกชุดข้างนอกก่อนแล้วเอามาให้ดูนะ” ว่าเสร็จร่างบางก็เดินหายออกไปภายนอก

การแต่งหน้ากินเวลา ตั้งแต่ถูกวิจารณ์ว่าหนังหน้าหยาบกร้าน เพราะไม่รู้จักหาครีมมาบำรุง จนไปถึงแว่นตาคู่ใจของฉันที่ทำให้ทีมงานหนักอกหนักใจ แกมบังคับให้ฉันไปหาคอนแทคเลนส์มาใส่แทน เพื่อนตัวดีพยักหน้ารับพลางจดรายการที่ต้องจัดเตรียมในการแปลงโฉม ‘กบ’ ให้กลายเป็น ‘เจ้าหญิง’
เอาล่ะ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ฉันหลับตาปิดสวิต ตัวเองนอนงีบเอาแรงก่อนดีกว่า
“ตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนกันยะ ริเอะ ตื่นๆ” เสียงใสๆ ลอยมา ขณะที่แขนข้างขวาของฉันถูกกระตุกเป็นจังหวะ ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือจนอยากเอามือมาขยี้ตา แต่เพื่อนสาวคว้าเอาไว้ได้ทัน
“เดี๋ยวก็เลอะหมดสวยหรอก”
หา...ใครสวยกัน ฉันหันไปมองรอบๆ ห้อง แต่ไม่มีคนอื่นเลย เห็นแต่มาซิมิที่ยิ้มกริ่ม ฉันขมวดคิ้วงง ก่อนจะหยิบแว่นตามาใส่ ฉันมามองกระจก อ้าปากค้าง เมื่อเห็นภาพสะท้อน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทีมงานมีฝีมือจริงๆ ขนาดเปลี่ยนหน้ากลมๆ บ้านๆ อย่างฉัน ให้ใบหน้ามีมิติ แลดูจิ้มลิ้ม น่ารักได้แบบนี้
“เป็นไงละ จำตัวเองไม่ได้เลยใช่ไหมละเนี่ย” มาซิมิหัวเราะเบาๆ อย่างภูมิใจที่เห็นท่าช็อคค้างของฉัน

ฉันกระแอมเบาๆ ตั้งสติ ก่อนจะเอ่ยแก้ขวยเขิน “งั้นก็เสร็จแล้วใช่ไหม”
“ใครบอก งานต่อไปคือ...” ใบหน้าสวยหวานปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมชูมือ ที่แต่ละข้างมีชุดเดรสสีหวานหลากหลายชุดเต็มสองมือ หลังจากนั้นฉันก็กลายร่างเป็นตุ๊กตา ที่สุดแล้วแต่แม่เจ้าประคุณจะจับแต่งจนพอใจ กว่าคุณเธอจะเลือกชุดที่ถูกใจที่สุดได้ ตุ๊กตาหุ่นอวบก็ต้องเปลี่ยนชุดนับสิบ
“เสร็จแล้วใช่มั๊ยอ่า...ท้องชั้นร้องเป็นพายุแล้ว ไปหาอะไรกินกันเหอะๆ นะๆๆ”
“โน โน...ยังมีภารกิจอีก...”
มือเรียวชี้ไปที่กรอบกลมๆ ที่วางบนดั้งน้อยๆ ของฉัน
ฉันส่วยหน้ารัวๆ ให้เอาอะไรมาใส่ลูกกะตาแบบนั้น น่ากลัวจะตาย ไม่เอาหรอก หันซ้ายหันขวาหาทางรอดให้ตัวเอง ทว่ามือเรียวฉวยแว่นกลมโตไปอย่างรวดเร็วราวกับงูฉก
“เอาคืนมานะ” ฉันร้องพลางหรี่ตามองเพื่อนรัก ตอนนี้เห็นทุกอย่างเป็นภาพเบลอๆ ไปหมด
“ไม่มีทาง ถ้าอยากได้แว่นคืน ก็ตามมาเอาเองซิจ้ะ”
มาซิมิหัวเราะเบาๆ พลางยื่นมือที่ถือแว่นมาตรงหน้าฉัน แต่เมื่อมือฉันจะคว้ามัน เธอก็เอี้ยวตัวหลบหลีกอย่างว่องไวแล้วเดินหนี คนสายตาสั้นที่ต้องใช้ความพยายามติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ หนอย! หลอกให้ฉันเดินไปไหนก็ไม่รู้ แกล้งกันอย่างนี้ จับตัวได้ละน่าดู ฉันคิดบทลงโทษไว้พร้อมสรรพ
เผลอแผ่บเดียว เพื่อนรักหายไปไหนแล้วเนี่ย ฉันหันซ้ายหันขวา ร้อนใจไม่ใช่น้อย เกลียดโรคสายตาสั้นจริงๆ ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย เพื่อนช่างรักกันจริง เดินทิ้งคนตาสั้นจนไปไหนไม่ถูก พอเจอทางเดินที่แยกได้สามทาง ทำเอาไปไหนต่อไม่ถูกเลย เลือกทางเดินไม่ถูกเลย จะไปข้างหน้า หรือเลี้ยวซ้ายหรือขวาดีเนี่ย

โล่งใจนิดหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองมาทางฝั่งซ้ายมือ จังหวะที่จะเลี้ยวไป อยู่ๆ ก็มีกำแพงหนามาบังไว้ ปะทะเข้าไปเต็มๆ จนแทบล้มลงมากองกับพื้น ถ้าไม่ได้มือแกร่งช่วยรั้งไว้ได้ แต่แรงฉุดแบบกะทันหัน ไม่ทันได้ตั้งตัว ใบหน้าไปซบหน้ากลางอกของชายคนนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ฉันอับอายเหลือเกินที่ซุ่มซ่ามจนไม่ทันเห็นคนเดินมาทางนี้ พลางนึกเข่นเขี้ยวเพื่อนรักที่หาเรื่องทำให้ฉันหน้าแตก เพราะเฟอะฟะจนหมอไม่รับเย็บ ค่อยๆ ผละตัวออกเมื่อทรงตัวได้ถนัด

ฉันเงยหน้ามอง แต่ภาพเบลอๆ ไม่ได้บอกอะไรมากนัก “ขอโทษคะ”
“ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบก่อนจะผละจากไป
ฉันมองตามหลังชายคนนั้นราวกับตกอยู่ในภวังค์ จนกระทั่งเพื่อนรักเดินเข้ามาเขย่าแขนด้วยความตื่นเต้น
“ต้าย นั่นลูกชายคนโตตระกูลไคอิชิ เจ้าของในเครือห้างที่เรากำลังเดินอยู่ตอนนี้อ่ะ คนอะไรทั้งหล่อและรวย นี่ถ้าไม่มีคู่หมั้นละก็ เสร็จฉันไปนานแล้ว” มาซิมิพร้ำเพ้อกับหนุ่มฮอตคนดังของญี่ปุ่น
ฉันไม่ใส่ใจกับอาการเพ้อคนหล่อของเพื่อน แต่รอจังหวะที่เพื่อนเผลอฉันรีบคว้าแว่นตากลับมาสวมทันที

“ชิ ไม่สนหรอก ดูซิทำให้ฉันมองไม่เห็นจนซุ่มซ่ามชนคนอื่น หล่อนเจอดีแน่” ฉันยืนกอดอกมองเพื่อนอย่างไม่พอใจจนเจ้าตัวรู้สึกได้ จึงยิ้มแหยะๆ ก่อนจะวิ่งหนีฉันที่กำลังจัดเตรียมบทลงโทษสุดแสบไว้รอรับ

“ไม่เอา อย่าจักกะจี้นะ อายคนอื่นบ้างซิ” ร่างเล็กผอมเพรียววิ่งหลบไปมา แต่ไหงเราทั้งคู่จึงมายืนอยู่หน้าร้านแว่นตากันเนี่ย สรุปเพื่อนรักคะยั้นคะยอให้ฉันซื้อคอนแทกเลนส์มาใส่จนได้ เมื่อได้ลองก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เมื่อใบหน้าแต่งไว้ไม่ได้ถูกบดบังด้วยแว่นหน้าเตอะ ฉันก็ดูดีจนน่าตกใจ ฉันคงจะต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ให้ตัวเอง แล้วเริ่มเรียนรู้การดูแลตัวเองนับจากนี้
“แว่นนี่ก็เก็บๆ ไปเลยคะ ใส่ถุงรวมกับกล่องคอนเทกเลนส์นั่นไว้เลย” เพื่อนรักรีบสั่งคนขายทันที แล้วควงแขนฉันก่อนจะคว้าถุงกระดาษนั่นเดินออกจากร้าน
คราวนี้พอเพื่อนเอ่ยปากจะไปร้านขายเครื่องสำอางเพื่อที่จะให้ฉันมีอุปกรณ์แปลงโฉมส่วนตัวเหมือนคนอื่นๆ และจะได้ฝึกแต่งหน้าให้เป็น ฉันจึงยอมตามแต่โดยดี ต่อจากนั้นก็เริ่มพาไปซื้อเสื้อผ้า และรองเท้า ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ฉันก็ไม่ยอมง่ายๆ แบบนี้หรอกนะ แต่เพราะภารกิจตามล่าหาสา(ระ)มีในช่วงนี้ จึงตั้งใจลงทุนปฏิวัติตัวเองใหม่หมดตามที่เพื่อนแนะนำ

หลังจากเดินชอปปิ้งจนขาลาก พวกเราจึงเดินเข้าไปหาอะไรทานที่ร้านอาหารฟิวชั่นชื่อดังของห้าง ฉันมองไปรอบๆ ร้าน สายตาก็ไปปะทะกับใบหน้าคมคาย ตากลมเบิกกว้าง เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ฉันก็รู้สึกถึงรสเลือดของเขาในปาก

“อ้าวนั่นคุณไคอิจิกับคู่หมั้นนี่น่า ผู้ชายคนนั้นไงริเอะที่เธอไปชนเมื่อตอนบ่ายไง หล่อใช่ไหมละ” เสียงกระซิบปลาบปลื้มถึงคนที่กล่าวถึง ไม่ต้องหันไปมอง คาดว่าตอนนี้ดวงตาคู่สวยของเพื่อนเป็นประกายระยิบระยับ
ฉันก้มหน้าอย่างเขินอาย หวังว่าเขาจะไม่ทันสังเกตเห็นฉัน พลางกระตุกแขนเพื่อนเดินเข้าไปนั่งในมุมอับของร้านทันที โดยไม่สนใจพนักงานที่เชื้อเชิญให้นั่งตรงข้างกระจกใสใม่ไกลจากคนทั้งคู่นั้น ฉันเดินผ่านพนักงานแล้วตรงไปจับจองจุดที่ดีที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้

“เป็นอะไรไปอ่ะ ริเอะ ดูซิพนักงานหน้าเหวอไปเลย ทำไมเลือกเดินนั่งตรงนี้ยะ” มาซิมิกระซิบกระซาบเมื่อพนักงานคนนั้นเดินไปหยิบเมนูมาให้
“แกจำเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังได้ไหม เรื่องคนที่ฉันไปกระแทกจนเลือดออกที่ปากอ่ะ ผู้ชายคนนั้นแหละ” ฉันก้มหน้าพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด รู้สึกอยากจะกลายร่างเป็นมดจะได้มุดรูหนี แม้จะนั่งอยู่ในทำเลที่คนทั้งคู่ไม่มีทางมองเห็นฉันได้แน่นอนก็ตาม

“หา!!! จริงอ่ะ โอ้ มาย ก้อดด เคซุเกะที่หมายถึงนั่นเป็นคนเดียวกับ เคซุเกะ ไคอิจิ ลูกชายตระกูลดัง งั้นฉันเชียร์คุณเคสุเกะแล้วกันนะ แบบนี้อนาคตไกลกว่าเยอะเลย ว่าที่ภรรยาลูกชายเจ้าของห้างเครือห้างชื่อดัง และโรงแรมทั่วประเทศ ว้าวววว”
ฉันตีแขนเพื่อนดังเผียะ! ทำตาดุกับการพูดเล่นที่ชวนให้ใจแกว่งไปมา “จะบ้าเหรอ เห็นนั่นไหม คู่หมั้นนั่งอยู่ตำตา ยังจะให้ฉันไปแทรกร่างตรงไหนยะ”
“โอ้ย แหม ไม่รุ้อะไรเลย แค่คู่หมั้น ยังไม่ได้แต่งกันสักหน่อย อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น” เพื่อนรักยิ้มกริ่มดวงตาเป็นประกายวาววับ

ฉันส่ายหน้าก่อนจะหันไปสั่งอาหาร แล้วพยายามไม่นึกถึงชายหญิงคู่นั้นอีก เปลี่ยนเรื่องไปถามเรื่องการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของเพื่อน แล้วฟังมาซิมิพูดเรื่องงานแต่งงานด้วยความสุขจนอดรู้สึกอิจฉาเพื่อนไม่ได้ ฉันจะมีวันนั้นไหมนะ ความรัก ไม่ต้องสวยหรู เจ้าบ่าวไม่ต้องหล่อรวยเลิศเลอ ขออย่างเดียวคือสามารถเติมเต็มให้หัวใจของฉันได้อบอุ่น เหมือนอย่างที่พ่อเป็นที่พักพิงให้กับแม่เสมอมา

ฉันลุกขึ้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำ หลังจากทำธุระเสร็จ จังหวะที่เอื้อมมือจะเปิดประตู ได้ยินเสียงชายหญิงคู่หนึ่งคุยกันแบบไม่ธรรมดา เสียงหญิงสาวแหลมเล็กเอาแต่ใจตัวเอง ก่อนจะเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังห่างออกไป เสียงนั้นเงียบลงจนฉันนึกว่าคนทั้งคู่จากไปแล้ว
แต่ฉันคิดผิด เมื่อเปิดประตูเห็นชายคนหนึ่งยืนถอนหายใจเบาๆ เขาสะดุ้งเล็กน้อยด้วยไม่คิดว่าจะมีคนอยุ่ในห้องน้ำ ก่อนจะหันกลับมามองฉัน

“คุณนั่นเอง” เขาเอ่ยบาๆ อย่างสุภาพ ใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ
ฉันได้แต่ยิ้มแหยะๆ เมื่อเห็นเขานิ่งไป พลองมองฉันอย่างตรึกตรอง ขณะที่ฉันกำลังจะขอตัว เขาก็เอ่ยขัดขึ้น
“คุณทำเสื้อผมเปื้อนลิปสติก” ดวงตาคมเข้มมองมาที่ริมฝีปากของฉัน พลางแหวกเสื้อสูทเผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเนื้อผ้าคุณภาพดีบ่งบอกราคา ตรงอกมีรอยรูปเหมือนตัวหนอนสองตัวนอนขวางกัน
“เอ่อ ฉันขอโทษคะ” ฉันก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด
“คุณเอ่ยคำนั้นไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ฉันเงยหน้ามองเขา จบดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน
“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงคะ ฉันยินดีจ่ายค่าซักรีดให้ หรือไม่ก็ซื้อเสื้อตัวใหม่ให้คุณก็ได้ คุณบอกมาเลยว่าต้องการเท่าไหร่” ฉันลอบกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงจำนวนเงินที่กำลังจะหลุดออกจากกระเป่า

ทว่าเขาส่ายหน้าพลางยิ้มน้อยๆ ต้องบอกว่าน้อยจริงๆ เพราะแค่มุมปากข้างขวายกขึ้นจนแทบไม่ทันได้สังเกต
“เสื้อตัวนี้ผมชอบมาก สั่งทำเป็นพิเศษ แล้วถ้ามีรอยเปื้อนเพียงเล็กน้อย ผมจะไม่ใส่อีก ถึงจะเอาไปซักก็เถอะ ถ้าจะให้สั่งตัดใหม่ ก็คงไม่เหมือนเดิม”
คราวนี้ฉันกลืนน้ำลายเสียงดังเอื้อก “เอ่อ แล้วคุณจะให้ฉันทำอะไรคะ”
“ช่วยอะไรผมหน่อยซิ” เขายิ้มมากขึ้นจนมุมปากทั้งสองข้างยกขึ้น ดวงตามองมาอย่างหมายมาดจนขนบนต้นคอของฉันลุกซู่...
 
(อ่านต่อ ตอนที่ ๔)
 
๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓   ๓๓๓
 


 
เอาจริงๆนะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ลืมโพสในเอ็กทีนไปเลย  คือโฟสแต่ในเฟสอ่ะ ลืมโพสที่นี่ด้วย (เก๊าผิดไปแล้ววว ขอโต้ดก๊าบบ) ตอนนี้ปั่นตอนที่ ๔ อยู่ค่ะ เดี๋ยวพรุ่งตอนที่ ๔ พรุ่งนี้เลยยย
 
เดือนนี้เป็นเดือนที่วุ่นวายมากๆ สำหรับบลูนินล่ะ สาเหตุเพราะความกระแด๊ะ ส่วนตัว หาเรื่องทำให้ตัวเองยุ่งขึ้น คาดว่าเดือนหน้าจะจัดสรรเวลาตัวเองได้ดีกว่านี้ (งั้นมั้ง...นะ อิอิ)
 
ขอบคุณสำหรับคนที่ติดตามอ่านนะคะ (แอบเข้าข้างตัวเองว่ามีมั่งแหละ แหะแหะ) ถ้าอ่านแล้วชอบก็ขอกำลังใจเล็กๆน้อยๆ ให้บลูนินนะค้า จะได้ฮึดปั่นจนจบ ^_^
 
ขอให้มีความสุขกับวันหยุดนะค้าา Cheers!
 

Comment

Comment:

Tweet

ปาฏิหาร เริ่มจากจุดเล็กๆที่นี่

#3 By Live a Live on 2014-06-14 20:19

@boynipan จริงค่ะ เรื่องยาวๆ ต้องคิดความสอดคล้องและต่อเนื่อง ที่สำคัญสุดคืออดทน ทำมันให้จบนี่แหละค่ะ 555 (ต้องไม่โดนแรงยั่วเย้าจากความขี้เกียจให้เลิก) 
ขอบคุณที่ติดตามนะค้าา รออ่านเรื่องต่อไปของคุณนิพันธ์เหมือนกันค่ะ  big smile big smile

#2 By bluenin007 on 2014-06-14 13:31

Hot! Hot! Hot!
การเขียนเรื่องยาว ๆ แบบนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ นะครับ..
เคยเขียนแล้ว ต้องวางพล็อตเรื่องกันแบบ.. ยาวจริง ๆ ..
สุดยอดครับ.. สู้ ๆ ฮะconfused smile confused smile confused smile